Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
May 22, 2012, 02:00:48 PM
 
Alternative Banner: Flash player 8 + JavaScript support are required
 
 
HuSoNU  |  ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com  |  ห้องสมุด HuSoNu (Moderator: ปลองทา30)  |  Topic: กระจกหกคะเมน..มองชีวิตที่แตกต่าง
Pages: [1] 2   Go Down
Print
Author Topic: กระจกหกคะเมน..มองชีวิตที่แตกต่าง  (Read 1241 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« on: September 16, 2009, 08:54:11 AM »

คู่มือรักษาใจ

คู่มือรักษาใจเวลาอกหัก ฉบับรวบรัด

1. นั่งตะลึง ตาค้าง ใจหายแว้บบ โลกหมุนติ้ว
หลังจากรับรู้ข่าวร้าย เวลาที่ใช้ในการตะลึงหรือตาค้างนี้จะขึ้นอยู่กับระดับความสัมพันธ์ ความยาวนานของการคบหา และปริมาณใจที่ทุ่มเทลงทุนลงไป (แต่ไม่ควรเกิน 2 วัน เพราะจะโทรม และควรกระพริบตาเรื่อยๆ)

2. ทำความเข้าใจกับเหตุการณ์
ลองนึกดูคำพูดและท่าทางในการสื่อคำนั้นออกมา ว่าเป็นจริงแน่หรือ จะนั่งคิด นอนคิด ตะแคงหรือห้อยหัวก็ไม่มีใครว่าได้ แต่ระวังนิดหนึ่งถ้าอยู่ในที่สาธารณะ ถ้าจริงก็อ่านข้อต่อไป

3. ยอมรับว่ามันเกิดขึ้นแล้ว
ลองมองย้อนกลับมาดูเราเองว่ามีอะไรบกพร่องหรือว่าขาดหายไปบ้างไหม พยายามแยกมันออกเป็นเรื่องๆ ข้อควรระวัง ห้ามคิดแยกชิ้นส่วนอวัยวะ หรือส่วนประกอบใดๆ ของร่างกายผู้ใดหรือตัวเองเด็ดขาด ให้มันอยู่ที่เดิมแหละดีแล้ว จะร้องเพลงอะไรก็ได้ แต่อย่าลืมว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียว

4. พยายามแก้ไขเหตุการณ์ให้มันดีขึ้น
เมื่อแยกออกมาเป็นเรื่องๆได้แล้วก็หยิบมาคิดทีละเรื่อง เรื่องที่ยังไม่ได้คิดก็เอาพับใส่ตู้เสื้อผ้าไว้ก่อนนะ ใส่ก้อนหอมเอาไว้ด้วยกันแมลงสาบมาแทะเล่น เรื่องไหนแก้ไขได้แล้วก็รีดแล้วแขวนไว้ดีๆ ทั้งนี้ต้องสัมพันธ์กับข้อ 2 ด้วย

5. ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็ยอมรับว่ามันเป็นความจริง
เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องที่ถึงทางตัน ถ้าเราจะฝีนตะลุยเพื่อให้ผ่านทางตันนั้นไปก็จะมีแต่เราแหละที่เจ็บเอง อาจจะหัวแตกปากเจ่อฟันหักก็ได ้ ข้อนี้สำคัญมาก ต้องทำข้อนี้ให้ได้ก่อน ถึงจะข้ามไปข้อต่อไปได้ ถ้าคิดว่ายังรับข้อนี้ไม่ได้ให้ไปพยายามข้อ 2 กับ 3 ใหม่

6. ทำใจ
เป็นขั้นตอนที่ทำได้ไม่ยากถ้าผ่านข้อ 5 มาได้แล้ว อันนี้หมายถึงพยายามอย่าคิด ติด หรือหลงกับความสุขที่ผ่านมานะ ไม่ใช่ให้ไปควักหัวใจของใครออกมานั่งปั้นใหม่นะเดี๋ยวเพื่อนๆจะต้องไปให้กำลังใจในศาล

7. ขอบคุณสำหรับความสุขในช่วงเวลาที่ผ่านมา
เมื่อมองย้อนไปเราจะเห็นว่าเราเคยรู้จักกับความสุข สดชื่นมาแล้ว นี่คือกำไรนะเนี่ย ส่วนความทุกข์เอามาใส่ครก ตำๆๆๆๆๆ ใส่เครื่องอีกนิดหน่อย แล้วเอามาปั้นเป็นเล่มๆ เก็บไว้เป็นบทเรียน ของตัวเอง และอาจจะของคนอื่นด้วย

8.ลืมมันซะ
ความทุกข์ที่เอาใส่ครกในข้อ 7 ไม่ได้ หรือตำแล้วไม่แหลก ก็เดินไปที่ถังขยะ แล้วก็เอามันเทลงไป ยกมือไหว้หนึ่งครั้ง แล้วภาวนาให้มันไปที่ชอบๆ เถอะ

9.เป็นคนใหม่
ตอนนี้คุณมีพร้อมแล้ว สำหรับภพความสุขในอดีต บทเรียน และความทุกข์ที่กำจัดได้แล้ว .....คุณคือคนใหม่......

10.ตามล่าหารักต่อไป
............ ข้อนี้ไม่ต้องอธิบาย


หมายเหตุ
ข้อ 2-6 จะเป็นช่วงที่ใช้ทรัพยากรทิชชูเปลืองมาก ถ้าจะให้ดีก็ควรให้เป็นผ้าเช็ดหน้าแทน เพราะซักแล้วใช้ใหม่ได้อีก การใช้ทิชชูจะเปลืองทรัพยากรป่าไม้โดยใช่เหตุ

ช่วงเวลาในข้อ 3-6 จะเป็นช่วงที่ใช้เพื่อน คำแนะนำ และกำลังใจเปลืองมาก ควรดูเพื่อนที่จะไม่เบื่อเวลาเราคุยด้วยนานๆ

ช่วงเวลาในข้อ 5-6 เป็นช่วงที่ไม่ควรอยู่ว่างๆ หรืออยู่คนเดียวเพราะจะเปลืองทิชชู ใครคิดว่าต้องแก้ไขหรือเพิ่มเติมอะไรก็ช่วยด้วยนะครับ จะได้สมบูรณ์เป็นตำราอ้างอิงไปเลย(หวังมากไปไหมเนี่ย)



Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #1 on: September 16, 2009, 09:14:21 AM »

ความสุขของการได้รัก
 
ความจริงก็คือ ในขณะที่เรากำลังคิดถึงใครคนนึงตลอดเวลา เค้าคนนั้นอาจกำลังคิดถึงใครคนอื่นอยู่ก็เป็นได้ และบางครั้งก็อาจมีใครบางคนที่คิดถึงเราอยู่ โดยที่เราไม่สนใจเลยเช่นกัน

บางครั้งการได้ฝันไปคนเดียว มันก็ดีกว่าการได้รู้ความจริงที่ว่า... "สิ่งที่เราคิดทั้งหมดมันคือความฝันของเราเพียงคนเดียว" ฉะนั้นไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะจมอยู่กับความฝันมากกว่าการได้รู้ความจริง

การไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเค้าไม่ใช่เรื่องน่าเศร้า เราอาจได้เป็นที่ 2 ซึ่งมันก็ยังดีกว่าได้เป็นที่ 3 หรือ 4... และหากเราเป็นที่ 10 ในใจเค้า..... ก็ขอให้คิดไว้ว่าก็ยังดีกว่าเราไม่มีความสำคัญอะไรในใจเค้าเลย..... มันอาจต้องมีน้ำตาบ้าง ในการยอมรับความจริงว่าเราไม่ใช่ที่ 1... แต่โปรดจำไว้เถอะว่า หากหัวใจของคุณยังไม่ร้องไห้ออกมาดังๆพร้อมกับพูดกับตัวเองว่า... "ฉันเหนื่อยเหลือเกิน โปรดห้ามใจเถอะก่อนที่ฉันจะอ่อนล้าไปมากกว่านี้...."

ก็จงชอบต่อไปเถอะ การรักใครสักคนไม่ต้องการความพยายาม... การตัดใจต่างหากที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากมาย ลองชั่งน้ำหนักในใจคุณดูสิว่า "ความสุขยามที่ได้สบตาเค้า" กับ "ความทุกข์ยามที่คุณต้องคอยหลบตาเค้า" อันไหนมันหนักหนากว่ากัน อย่าโทษตัวเองที่มาเจอเค้าสายเกินไป... อย่าโทษเค้าที่ไม่มีใจให้... อย่าโทษโชคชะตาที่ทำให้เราพบกัน แต่ไม่ได้ทำให้เราใจตรงกัน...

แต่จงยิ้มให้กับตัวเอง ที่อย่างน้อย ถึงจะพบเค้าคนนั้นสายเกินไป แต่ก็ยังได้พบ... ยิ้มให้เค้า ที่ถึงจะไม่ได้ให้ใจเรามา แต่ก็ยังได้รับหัวใจเราไป.... ยิ้มให้โชคชะตา ที่ถึงแม้จะไม่ได้ทำให้เรารักกัน แต่ก็ยังทำให้เราได้รู้จักกัน...

คุณควรจะดีใจด้วยซ้ำ ที่ครั้งหนึ่ง... คุณได้เจอคนที่คุณอยากเก็บรอยยิ้มของเค้าไว้คนเดียว คนที่คุณใส่ใจกว่าตัวคุณเอง... คนที่ทำให้คุณหัวเราะและร้องไห้ได้มากมาย... คนที่ยิ้มของเค้าเปลี่ยนวันที่หมองหม่นของคุณให้กลายเป็นวันที่สดใส...

เท่านี้ก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ? แค่การได้เห็นคนที่เรารักได้หัวเราะอยู่กับใครสักคน คนที่เค้ารักมากที่สุด..... นั้นแหละคือ... ความสุขของการได้รัก...อย่างจริงใจ

Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #2 on: September 16, 2009, 09:46:50 AM »

ความลับและความรัก


ความลับ... ได้ยินว่ามักเป็นสีดำ
ความรัก... จำได้ว่าเป็นสีชมพู

ความลับ... ต้องกระซิบข้างข้างหู
ความรัก... อาจรับรู้ได้ด้วยหัวใจ

ความลับ... ต้องมีการวางแผน
ความรัก... จะกี่หมื่นแสนก็ยังยิ่งใหญ่

ความลับ... ถ้าบอกจะไม่ลับอีกต่อไป
ความรัก... ได้ฟังเมื่อไหร่ก็ยังคงงดงาม

ความลับ... ฟังแล้วอาจสงสัย
ความรัก... มักไม่ต้องมีคำถาม

ความลับ... ต้องเก็บให้ดีคือคำนิยาม
ความรัก... อาจไม่ต้องให้คำจำกัดความมาปะปน

ความลับ... จะไม่บอกให้ใครรู้
ความรัก... อยากให้ได้ฟังอยู่...ก็สุขล้น

ความลับ... เข้าไปมากจะวกวน
ความรัก... แค่อยู่ในใจใครสักคน...ก็เพียงพอ.

Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #3 on: September 16, 2009, 09:54:06 AM »

บ้านต้นรัก

.... อยากมีบ้าน หลังสวยสวย ช่วยกันสร้าง
มีหน้าต่าง ไว้รับลม กับชมสวน
ปลูกต้นไม้ ดอกรายล้อม หอมเชิญชวน
เดินชมสวน กันตอนเย็น เป็นประจำ

.... ปลูกต้นรัก เต็มสวนสวย ช่วยรดน้ำ
อย่าให้ดอก รักชอกช้ำ เศร้ากำสรวล
อีกแมลง หนอนบุ้ง มุ่งรบกวน
มาปั่นป่วน ต้นรักเรา เฝ้าทำลาย

.... ต้องกำจัด ศัตรูพืช เสียให้หมด
เพื่อต้นรัก ที่ใสสด ผลิดอกสวย
บ้านเล็กเล็ก ไม่ใหญ่โต โก้ร่ำรวย
แต่ก็สวย ด้วยรักเรา เฝ้าดูแล....



Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #4 on: September 16, 2009, 09:57:30 AM »

เคล็ด 7 ประการ

เคล็ดลับง่ายๆต่อไปนี้เป็นเคล็ดที่ได้รับความนิยมมาก และมีเสียงยืนยันว่า ได้ผลจริงมามาก จากกลุ่มนักเรียนมัธยมของญี่ปุ่น

1. เคล็ดที่ทำให้ถ่ายรูปได้สวย

สำหรับคนที่ถ่ายรูปทีไร รูปก็ไม่เคยออกมาได้อย่างใจสักที เวลาจะถ่ายรูปในครั้งต่อไปนี้ พยายามเอียงไหล่ขวาออกไปหากล้องแล้วภาวนาในใจว่า "ขอให้รูปออกมาสวยด้วยเกิด" และนึกวาดภาพหน้าตาของตัวเองตอนที่ดูดีที่สุด แล้วนั่นแหละว่ากันว่ารูปจะออกมาสวยถูกใจที่เดียวล่ะ

2. เคล็ดที่ช่วยให้สมหวังในความรัก

ใช้สีเมจิกสีเงินเขียนชื่อของคนที่คุณชอบลงบนกระดาษสีขาว100ชื่อ แล้วพับเป็นใบเล็กๆใส่ซองสีขาวไว้ เมื่อถึงคืนวันเพ็ญที่แสงจันทร์แจ่มจ้า เอากระดาษแผ่นนั้นออกจากซองแล้วติดไว้ที่ฝาห้องของคุณ หลังจากติดไว้ 1 เดือน ว่ากันว่าจะสมหวังในรักนั้น

3. เคล็ดที่ช่วยให้คุณเจอบอยเฟรนด์ที่ถูกใจ

หาผ้าผืนเล็กๆที่เป็นสีสันหรือลวดลายที่คุณชอบ ทำเป็นถุงใบเล็กๆขึ้นมาจากนั้นปักตัวย่อชื่อ-นามสกุล(ภาษาอังกฤษ)ของคุณเองด้วยไหมสีทองที่มุมขวาล่างของถุง จากนั้นใส่กลีบดอกกุหลาบสีแดงลงไปในถุง3กลีบแล้วผูกปากถุงด้วยโบชมพู เอาถุงนั้นใส่ไว้ในกระเป๋าเป็นประจำ ว่ากันว่าจะสมหวัง

4. สมหวังทุกอย่างด้วยการภาวนากับรถไปรษณีย์

รถไปรษณีย์ที่ว่านี้ คือรถสำหรับบรรทุกจดหมายและพัสดุภัณฑ์ ว่ากันว่าเมื่อเห็นรถดังกล่าววิ่งผ่านให้คุณภาวนาสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมา3ครั้ง แต่มีข้อแม้ว่าต้องท่องให้ครบทั้ง3ครั้ง ในขณะที่รถยังไม่แล่นผ่านไป รู้สึกจะลำบากหน่อย แต่ถ้าทำได้จริงๆก็น่าจะสมหวังล่ะ

5. เคล็ดที่ใช้พลาสเตอร์แบบม้วน

ใช้ปากกาลูกลื่นเขียนชื่อและนามสกุลของคนที่คุณชอบที่แขนซ้าย จากนั้นตัดพลาสเตอร์จากม้วน แล้วปิดทับบนชื่อนั้นปล่อยเอาไว้โดยไม่แตะต้องมันเลยติดต่อกัน3วัน และภายใน7วัน คุณกับคนคนนั้นก็จะกลายเป็นคู่ที่เป็นมากกว่าเพื่อน

6. เคล็ดที่ใช้ยางลบ

ยางลบที่ซื้อมาใหม่ๆ ยังไม่เคยใช้นั้น ให้คุณเขียนชื่อคนที่คุณชอบลงไปด้วยปากกาลูกลื่น จากนั้นใช้ยางลบก้อนนั้นให้หมด โดยไม่ให้คนอื่นแตะต้องยางลบก้อนนี้ได้เลย แล้วคุณจะสมหวังในรักกับคนคนนั้นจริงๆ

7. เคล็ดการไว้เล็บให้ยาวถึง7มม.

จะเห็นว่าใน1ซม. บนไม้บรรทัดนั้นจะมีอยู่10ช่องซึ่งช่องหนึ่งๆ จะเท่ากับ1มม. ให้คุณไว้เล็บของนิ้วก้อยของมือข้างไหนก็ได้ให้ยาวถึง7มม. โดยนึกถึงคนที่คุณชอบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งว่ากันว่าจะสมหวังในความรักเช่นกัน
Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #5 on: September 16, 2009, 10:01:28 AM »

เสียใจที่มิทันได้ทำ


เคยเสียใจกับบางสิ่งที่คิดจะทำแต่ไม่ทันได้ทำก็ไม่มีโอกาสจะทำหรือเปล่า ถ้าไม่เคยคุณคือคนที่โชคดีมาก แต่ถ้าคุณเคย มีอีกหลายคนที่เข้าใจความรู้สึกคุณ มันเป็นอะไรที่เสียใจไปตลอดชีวิต เรื่องนี้อ่านเจอแล้วเห็นว่ามันอาจจะสะกิดให้ใครบางคนกล้าที่จะทำอะไรในสิ่งที่อยากทำก่อนที่จะสายเกินไป

ในค่ำคืนที่อากาศค่อนข้างเย็นในฤดูหนาว ชายชราผู้หนึ่งเกิดอาการหัวใจวายอย่างกระทันหัน ทันทีที่เขาถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งของรัฐ เขาทราบได้เท่าที่หมอที่รักษาเขาทราบ ว่าโอกาสที่จะมองโลกใบนี้คงเหลือน้อยเต็มที ความรู้สึกหนึ่งที่รบกวนจิตใจเขามาตลอด บัดนี้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง เค้าพยายามขอร้องพยาบาลให้โทรศัพท์หาลูกสาวคนเดียวของเขา "ผมอยู่คนเดียว และเธอก็เป็นญาติคนเดียวที่ผมมี"

ลูกสาวของชายคนนั้นเมื่อรับทราบข่าว เธอตกใจมาก เธอพูดด้วยเสียงอันดังว่า
"ปล่อยให้พ่อตายไม่ได้นะ ฉันทะเลาะกับพ่อเมื่อเกือบปีที่แล้ว ฉันยังไม่ได้พบหรือขอโทษพ่อเลย คำพูดสุดท้ายที่ฉันบอกพ่อคือ ฉันเกลียดพ่อ ได้โปรดเถอะ ฉันอยากจะขอโทษพ่อฉัน "

ลูกสาวร้องไห้ก่อนจะพูดขึ้นอีกว่า
"ได้โปรดเถอะค่ะ ฉันจะไปถึงในสามสิบนาทีนี้ค่ะ"

คนเจ็บอาการทรุดจนหัวใจหยุดเต้น พยาบาลได้แต่สวดภาวนา
"โอ พระเจ้า ลูกสาวของเขากำลังมา ขออย่าให้เรื่องทั้งหมดจบแบบนี้เลย ขอให้ลูกสาวมาทันพูดกับเขาเถอะ"

แต่ความพยายามของคณะแพทย์ที่จะปั๊มหัวใจเพื่อยืดเวลาของคนไข้ออกไป กลับไร้ผล เมื่อลูกสาวมาถึง พยาบาลเห็นแพทย์คนหนึ่งกำลังพูดกับลูกสาวของคนไข้อยู่นอกห้อง เธอเห็นความเจ็บปวดบนใบหน้านั้น พยาบาลเข้าไปปลอบใจ และได้แต่บอกว่า
"ดิฉันเสียใจกับการสูญเสียครั้งนี่ค่ะ"

ลูกสาวตอบว่า
"ฉันไม่เคยเกลียดพ่อ คุณรู้ไหมค่ะ ฉันรักพ่อจริงๆมาตลอด ฉันอยากพูดให้พ่อได้ยินว่าฉันรักพ่อ กรุณาให้ฉันได้พบพ่อด้วยเถอะค่ะ"

พยาบาลนำเธอไปยังห้องผู้ป่วย ลูกสาวเดินไปที่เตียง ทันทีที่เธอเห็นร่างเขา เธอซบหน้าลงที่อก น้ำตาพรั่งพรูลงบนหน้าอกที่ไม่กระเพื่อม ขณะที่เธอกล่าวคำลาพ่อผู้จากไปของเธอ สิ่งเดียวที่เธอต้องการคือให้เขาได้รับรู้จากปากเธอว่าเธอรักเขา เธอรักพ่อของเธอ พยาบาลพยายามที่จะไม่มองการร่ำลาที่แสนเศร้านี้ ขณะที่หันกายกลับไป กลับพบกระดาษโน้ตชิ้นหนึ่งข้างเตียงคนไข้ พยาบาลหยิบขึ้นมาอ่านและพบข้อความว่า

"ลูกรักของพ่อ พ่ออยากจะบอกลูกว่า พ่อให้อภัยแก่ลูกเสมอ พ่อภาวนาให้ลูกให้อภัยแก่พ่อเหมือนกัน พ่อรู้ว่าลูกรักพ่อ และรู้ว่าลูกก็รู้ว่าพ่อรักลูกเหมือนกัน ลาก่อนลูกรักของพ่อ"

คนเรามักไม่กระตือรื้นล้นที่จะทำในสิ่งที่ความรู้สึกแท้จริงต้องการจะทำ ตราบจนเมื่อไม่มีเวลาทำในสิ่งที่อยากทำคุณจึงเริ่มรู้สึกถึงสิ่งที่อยู่ในใจคุณ ถ้าวันนี้คุณเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง รู้ว่าคุณต้องการจะแสดงความรักกับใครซักคนหนึ่งที่คุณรัก คุณเป็นคนโชคดีที่รู้จักตัวเองก่อนจะสาย คุณมีเวลามากพอที่จะทำในสิ่งที่อยากจะทำ อย่าปล่อยให้เวลาของคุณผ่านไป จนกระทั่งความรู้สึกสุดท้ายที่เข้ามาแทนคือความเสียใจ

Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #6 on: September 16, 2009, 11:29:24 AM »

ท้องฟ้า แผ่นดิน และผืนน้ำ

รู้มั๊ยว่า...ทำไมเวลาที่ฝนตกเรามักจะคิดถึงคนที่เรารักผูกพัน และบางครั้งก็รู้สึกเหงาด้วย

เมื่อก่อนนี้ ท้องฟ้า แผ่นดิน และผืนน้ำ เป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสามอยู่ใกล้ชิดติดกัน จนกระทั่งโลกได้กำเนิดพืชและสัตว์ขึ้น แผ่นดินและผืนน้ำก็มัวแต่ดูแลเอาใจใส่พืชและสัตว์ต่างๆ  จนละเลยไม่สนใจท้องฟ้า

ท้องฟ้าก็เริ่มรู้สึกน้อยใจ และถอยตัวห่างออกไป...ห่างออกไปทุกที จนถึงวันที่มีนกตัวแรกออกโบยบิน แผ่นดินและผืนน้ำจึงได้รู้ว่า ท้องฟ้าได้จากไปไกลแสนไกล แผ่นดินและผืนน้ำพยายามส่งเสียงเรียกท้องฟ้า แต่ท้องฟ้าอยู่ไกลมากเลยไม่ได้ยิน นกตัวนั้นจึงอาสาที่จะไปบอกกับท้องฟ้า นกก็บินสูงขึ้น สูงขึ้น และส่งเสียงเรียก แต่เสียงนกนั้นก็เบาเกินไป ไปไม่ถึงท้องฟ้า แต่นกก็สัญญาว่า ต่อไปนี้นกทุกตัวจะบินขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อนำข่าวจากแผ่นดินและผืนน้ำไปบอก

ผืนน้ำและแผ่นดินรู้สึกเศร้าใจที่เพื่อนได้ไกลห่างออกไปไกล และคิดถึงเพื่อนเหลือเกิน ผืนน้ำพยายามที่จะม้วนตัวเป็นเกลียวคลื่นครั้งแล้วครั้งเล่า แผ่นดินก็พยายามยกตัวสูงจนตั้งตระหง่าน แต่นั่นก็ยังไม่สูงพอ ยังไม่ใกล้ท้องฟ้า

พระอาทิตย์ซึ่งเฝ้ามองดูเหตุการณ์มาโดยตลอด ก็บอกกับทั้งสองว่า เราอาจช่วยพวกเจ้าได้ พระอาทิตย์จึงอาสาช่วย โดยการส่องแสงลงมายังผืนน้ำ และแผ่นดิน ทำให้ระเหยกลายเป็นไอ ลอยไปรวมตัวกันเป็นก้อนเมฆ ลอยขึ้นไปบอกข่าวแก่ท้องฟ้า เล่าเรื่องราวต่างๆ เป็นรูปตามที่แผ่นดิน และผืนน้ำได้พบเจอ และบอกว่าแผ่นดินและผืนน้ำคิดถึงมาก อยากให้ท้องฟ้าลงมาสนิทแนบชิดเหมือนก่อน

ท้องฟ้าได้รับรู้เรื่องราวก็รู้สึกเสียใจ แต่ก็กลับลงไปไม่ได้ ฉันกลับลงไปไม่ได้หรอก เพราะฉันเติบโตขึ้น และอยู่สูงเกินไป ลงไปไม่ได้แล้ว ฉันได้แผ่ขยายตัวเองจนกว้างขวาง ที่ฉันทำได้ก็เพียงแต่เฝ้ามองดูอยู่ไกลๆ และโอบกอดแผ่นดินและผืนน้ำไว้อย่างอ่อนโยนเท่านั้น และถึงแม้จะมีนกบินมาส่งข่าว แต่ฉันก็ยังคิดถึงแผ่นดินและผืนน้ำ และอยากจะบอกกับทั้งสองว่า ฉันเองคิดถึงเพื่อนมากมายเพียงใด

ก้อนเมฆก็ตอบว่าอยู่บนนี้นานๆ ก็เหงาเหมือนกัน อยากลงไปข้างล่างบ้าง ท้องฟ้าเลยบอกว่า ฉันก็เหงา แต่กลับลงไปไม่ได้แล้ว แต่เจ้าลงไปได้นี่ ถ้าอย่างนั้นฉันจะส่งเจ้ากลับลงไป และความคิดถึงของฉันก็หนักมากพอที่จะส่งพวกเจ้าลงไปหมดทั้งท้องฟ้า

จากนั้นก้อนเมฆทั้งหมดก็รวมตัวกัน และรวมเข้ากับความคิดถึงอันมากมายของท้องฟ้า แล้วตกลงมาเป็นหยาดฝน ส่งความรัก ความคิดถึงมายังแผ่นดินและผืนน้ำ จึงไม่แปลก ถ้าเมื่อใดที่ฝนตก แล้วเราจะรู้สึกคิดถึงคนที่เรารัก คนที่เราผูกพัน และบางครั้ง..... ท้องฟ้าก็ส่งความเหงาลงมาด้วย
Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #7 on: September 16, 2009, 11:39:50 AM »

มันสมองของวิเศษ


บางทีท่านอาจจะบ่นว่า หัว (คือสมอง) ของท่านไม่ดีสู้คนอื่นไม่ได้ หรือคงเคยพูดว่า วันนี้ทำงานมาก จนหัว (หัวสมอง) เพลียเห็นจะต้องพักเสียที มีแต่การทดลองทางการแพทย์และจิตวิทยา บอกว่าที่คิดอย่างนี้คิดผิดทั้งนั้น

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมันสมอง 6 ข้อซึ่งจะช่วยให้ท่านเข้าใจมันสมองของวิเศษในตัวท่าน

1. มันสมองเหนื่อยหรือเพลียกับใครไม่เป็น
คนที่ทำงานใช้ความคิดติดต่อกันนานๆจะรู้สึกมึนงง เพลียทำงานช้าลง เข้าใจเอาเองว่า ใช้สมองมาก จนสมองเพลีย จึงต้องหยุดพักสมอง เมื่อได้พักแล้วก็รู้สึกแจ่มใส ทำงานได้ดีขึ้น พวกนักวิทยาศาสตร์ ได้ทดลองเรื่องนี้ ว่าจริงไม่จริงอย่างไรก็พบว่าไม่จริง สมองเพลียกับใครไม่เป็นเพราะสมองไม่เหมือนกล้ามเนื้อ ไม่ได้ทำงานอย่างกล้ามเนื้อพลังของสมองเกิดจากไฟฟ้าเคมี (Electrochemical) ในสมองมันจึงไม่เพลีย เช่นเดียวกับเราเปิดไฟห้าสิบ แรงเทียน เปิดไว้นานเท่าใดมันก็สว่างอยู่เท่านั้น ถ้ามันจะดับก็ดับไปเลย อาการที่ใกล้กับความเพลียของสมองก็คือความเบื่อ อย่างเช่นเวลาท่องตำรายากๆ สักเล่มหนึ่งพอดึกเข้า สักหน่อย ใจหนึ่งอยากอ่านต่อไป อีกใจหนึ่งอยากนอน เช่นนี้ทำให้ท่านหมดความตั้งใจที่จะอ่าน ดังนี้พอจะพูดได้ว่าสมองเพลียคือหมายความว่า ท่านหย่อนความตั้งใจที่จะทำงาน และไม่สามารถที่จะบังคับความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางอื่น

2. กำลังสมองไม่มีที่สิ้นสุด
สมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เกี่ยวกับการจดจำการคิดและความรู้สึกต่างๆ สมองประกอบด้วยตัวเซลล์ประมาณ 10 พันล้านตัวถึง 12 พันล้านตัว แต่ละตัวมีเส้นใยที่เรียกว่าแอกซอน (Axon) และเดนไดรต์ (Dendrite) สำหรับให้กระแสไฟฟ้าเคมี (Electrochemical) แล่นผ่านถึงกันการที่เราจะคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆนั้นเกิดจากการเชื่อมต่อของกระแส ไฟฟ้าในสมอง คนที่ฉลาดที่สุดก็คือคนที่สามารถใช้กำลังไฟฟ้าได้เต็มที่

3.อัตราส่วนเชาวน์ (I.Q.) นั้นที่จริงไม่ใช่ของสำคัญ
นักจิตวิทยา เช่น อัลเฟรดและบิเนต์ มีวิธีการวัดความฉลาดของคน โดยการวัดอัตราส่วนเชาวน์ หรือไอคิว แล้วกำหนดว่าคนนั้นๆมีไอคิวเท่านั้นๆ ถ้าใครวัดแล้วได้ไอคิวต่ำกว่าร้อย ก็ออกจะเสียใจสักหน่อย แต่นักจิตวิทยาเขาว่าอย่าไปสนใจกับไอคิวนักเลย เพราะการทดสอบนั้นมันไม่ค่อยแน่นัก อาจทดสอบผิดพลาดได้ง่าย เท่าที่เขาค้นพบนั้น ว่าใครมีร่องยู่ยี่หยุกหยิกตอนกลางกระหม่อมมากๆ มักจะฉลาดกว่าคนอื่น "แต่คนที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างสิ่งพิเศษมาให้ จะไม่มีทางฉลาดกับเขาบ้างหรือ?" นักวิทยาศาสตร์ตอบว่ามีและมีได้แน่ๆ คนที่มีไอคิวปานกลางอาจจะเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง มีความรู้ดีได้โดยการหมั่นฝึกตัวเซลล์ในสมองให้มันทำงาน ไม่ปล่อยให้มันขี้เกียจอยู่เฉยๆ เขาพบว่าคนที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนมี ไอคิวเท่าๆ กับคนธรรมดา อย่างเช่น จอห์นอาดัมส์, อับราฮัม ลินคอล์น, นโปเลียน, เนลสัน เหล่านี้มีสมองธรรมดาๆแต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษ คืออุตสาหะพากเพียรอย่างไม่หยุดยั้ง คนสมองดีๆถ้าไม่หมั่นใช้มันก็จะฝ่อได้

4. แก่แล้วก็เรียนได้ดีเท่าหนุ่มๆเหมือนกัน
ความเข้าใจผิดอย่างไม่เข้าท่า ก็คือว่ายิ่งแก่ตัวยิ่งเรียนไม่ได้ สมองเสื่อม ความจำไม่ดี ถ้าเป็นคนขี้เหล้าเมายาหรือมีโรคอาจเป็นได้ดังนี้ แต่คนปรกติแล้วย่อมเรียนได้ตลอดอายุ ความแก่ชราไม่เป็นอุปสรรคแก่การเรียน การเรียนเกี่ยวกับการให้กระแสไฟฟ้าในสมองเคลื่อนไหว ดังนั้นถ้าสมองไม่ผุพังเพราะเชื้อโรคหรือการกระทบกระเทือนอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว อายุ 90 ปี ก็ยังเรียนได้ ที่ว่าแก่ป้ำๆเป๋อๆชื่อคนที่เคยจำได้ก็นึกไม่ออก อะไรพวกนี้ เป็นการยอมรับตัวเองทั้งสิ้น

5. กำลังสมองจะดีขึ้นถ้าได้ใช้มันอยู่เสมอ
สมองเหมือนกับกล้ามเนื้อตรงที่การฝึกถ้าได้ใช้ให้ทำงานอย่าปล่อยให้มันขี้เกียจ มันจะยิ่งเก่งกล้าขึ้น ท่านยิ่งใช้ความคิด ความคิดของท่านก็จะดีขึ้น หากท่านใช้ความจำอยู่เสมอ ความจำของท่านก็จะดีขึ้นคือท่านจะจำอะไรได้เร็วขึ้น มีอำนาจอย่างหนึ่งที่เราพูดถึงกันเสมอคืออำนาจใจหรือกำลังใจ กำลังอันนี้สะสมอยู่ในสมอง ทุกคราวที่ท่านใช้กำลังใจ หรืออำนาจใจต่อสู้อุปสรรคปัญหา หรือความยากลำบากต่างๆ กำลังใจของท่านก็เพิ่มพูนมีกำลังแรงขึ้น

6. จิตใต้สำนึก….คลังอันน่ามหัศจรรย์
ส่วนลี้ลับและแสนจะพิศดารในตัวของเราคือจิตใต้สำนึก หรือบางทีเรียกว่า จิตไร้สำนึก มันเป็นที่เก็บพลังพิเศษ และความจดจำเรื่องทั้งหลายมากมายก่ายกอง แต่มันน่าประหลาด ที่เราไม่สามารถให้มันสำแดงฤทธิ์ตามใจเราได้ มันจะแสดงพลังของมันออกมาในขณะที่มีเหตุใหญ่ฉันพลันทันด่วน และแสดงออกมาโดยเราเองก็ไม่รู้ตัว จิตแพทย์ได้เพียรใช้จิตสำนึกรักษาโรคจิต อย่างเช่นบางคนอยู่ดีๆ กลัวและเกลียดคนหน้าดำ เจ้าตัวเองก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงเกลียดและกลัวอย่างไม่มีเหตุผล จิตแพทย์ต้องใช้วิธีให้จิตใต้สำนึกบอกเรื่องราวแต่หนหลัง ที่ตกตะกอนลงไปอยู่ในจิตแห่งนั้น ก็รู้ได้ว่าเมื่อตอนนั้นยังเล็กอยู่ มีคนหน้าดำคนหนึ่งได้เข้ามาปลุกปล้ำบีบคอเขาในบ้าน แต่เขาจำเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะมันตกไปอยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อเขาโตขึ้น มันจึงแสดงอาการออกมาในลักษณะที่เขากลัว และเกลียดคนหน้าดำ นักจิตวิทยากล่าวว่า หากเราหัดพูดกับจิตใต้สำนึกเราก็สามารถสร้างพลังขึ้นในตัวได้ อย่างเช่นเราพูดกับจิตใต้สำนึกว่า คืนนี้เราจะตื่นตีห้า ทำใจให้แน่วแน่ เพ่งอยู่ในการตื่นเวลาตีห้า พอถึงตีห้า จิตใต้สำนึกก็จะปลุกเราเอง ถ้าเราเป็นคนขลาดขี้อาย เราพยายามพูดกับจิตใต้สำนึกว่าเราจะไม่ขลาด เราจะไม่ขี้อาย ความขลาด ความขี้อายก็จะหายไปเอง
Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #8 on: September 16, 2009, 11:44:41 AM »

ตำนานคานทอง

ตำนาน "คานทอง "
มีตำนานเล่าขานกันสืบมา
มีคานหนึ่งสวยสง่าเปี่ยมราศรี
อันทางขึ้นนั้นเดินง่ายสบายดี
แต่ " โทษที " ขาลงยากกกกกก ลำบากลำบน

ต้นกำเนิดเกิดจากสาวนางหนึ่ง
สวยสุดซึ้งสวยกว่าน้องน้ำฝน
เป็นลูกสาวเศรษฐีประจำตำบล
ชราชนหนุ่มน้อยใหญ่ต่างหมายปอง

ท่านเศรษฐีองอาจประกาศว่า
อันลูกข้าหนึ่งนี้ไม่มีสอง
หากแม้นใครอยากได้ไปคุ้มครอง
อย่างน้อยต้องทองล้านชั่ง?นี่(ราคา)กันเอง

แต่ลูกสาวเศรษฐีมีคนรัก
ยากจนนักจนยิ่งกว่าจะหาไหน
โอ้ชาตินี้มีกรรมหนักขอพักใจ
แค้นบรรลัยต้องลาไกลไปขุดทอง

หายไปร่วมสามสิบปีมีทองหลาย
ข่าวจากสายสมใจให้คลายหมอง
ว่าน้องนั้นยังดีอยู่ไร้คู่ครอง
อยู่ไม่ได้จำรีบต้องไปจองเธอ

บอก"ว่าที่พ่อตา" "มาแล้วครับ"
มาพร้อมกับทองตามข้อพ่อเสนอ
อยู่ที่ไหนหวานใจ I WANT TO SEE HER
พ่อบอก เออ!!!อยู่ข้างในเข้าไปเลย

แสนดีใจได้จะพบประสบหน้า
ร้องถามป้า (ที่นั่งอยู่)
ป้าบอกว่าก็ตัวฉันเองนี่ยังไง
จำน้องน้อยไม่ได้น้อยใจนัก

เจ้าหนุ่มจ้องมองดูอยู่ไม่นาน
แสนดีใจประมาณว่าน้ำตาไหลหนัก
หัวใจเต้นระรัว ตัวเริ่มชัก
ดิ้นสักพักแล้วก็จากโลกนี้ไป

ทองที่ขนมามากมายทำไงดี
สาวจึงมีโครงการทำงานใหญ่
สร้างเป็นคานไว้นั่งฟังเพลงไทย
จนหล่อนตายจึงทิ้งไว้เป็น "ชาติพลี "

คานนี้ขึ้นไปแล้วจะติดใจอยู่ได้นาน
จะเบิกบานเปี่ยมสง่าและราศรี
ไร้ปัญหา ไร้บุตรธิดา (และ) ไร้สามี
ของดีๆ อย่างนี้ต้องแนะนำ
Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #9 on: September 16, 2009, 11:51:20 AM »

ไข่ แครอท กาแฟ

 
....แครอท ไข่ กาแฟ 3 สิ่งเกี่ยวข้องกันอย่างไร แล้วคุณล่ะเป็นอะไร....

วันหนึ่งลูกสาวพร่ำบ่นถึงชีวิตอันแสนลำเค็ญให้พ่อฟังว่า เธอกำลังรู้สึกอับจนปัญญาที่จะจัดการกับชีวิต และปรารถนาที่จะยอมแพ้พ่าย ด้วยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการต่อสู้และการแข่งขัน ประหนึ่งว่าเมื่อสางปัญหาหนึ่งเสร็จสิ้น อีกปัญหาหนึ่งก็ก้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ

ผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นพ่อครัวจึงเดินนำเธอเข้าไปในครัว จัดแจงต้มน้ำในหม้อสามใบด้วยไฟแรงจนน้ำเดือด เขาใส่แครอทในหม้อใบแรก วางไข่ลงในหม้อใบที่สอง และตักกาแฟลงไปในหม้อใบสุดท้าย แล้วปล่อยให้มันต้มไปเรื่อยๆ โดยไม่มีคำอธิบายเลย

ฝ่ายลูกสาวเริ่มรู้สึกหงุดหงิดและหมดความอดทน ทั้งยังสงสัยว่าพ่อกำลังทำอะไร ยี่สิบนาทีผ่านไป เขาก็ปิดเตาแก๊ส ตักแครอทขึ้นมาวางไว้ในชาม นำไข่วางไว้ในชามอีกใบหนึ่ง และตักกาแฟไว้ในชามสุดท้าย แล้วหันไปถามลูกว่า ลูกเห็นอะไรบ้าง?

แครอท ไข่ กาแฟ เธอตอบ เขาจึงขอร้องให้เธอสัมผัสแครอท เธอจึงรู้ว่ามันนิ่ม แล้วเขาก็ให้ลูกสาวตอกไข่ เมื่อเธอแกะเปลือกไข่ออก ก็พบว่าไข่นั้นได้ต้มจนสุก แล้วท้ายที่สุดเธอให้ลูกสาวลองจิบกาแฟดู เธอยิ้มและ ลิ้มรสอันหอมกรุ่นนั้น แล้วค่อยๆ ถามว่า....... นี่หมายความว่าอย่างไรเหรอคะคุณพ่อ

พ่ออธิบายว่า เราได้กระทำต่อสามสิ่งนี้ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน นั่นคือน้ำเดือด แต่ผลลัพธ์มันกลับแตกต่างกัน จากเดิมแครอทดูแข็งๆ และไม่โอนอ่อนผ่อนตาม พอผ่านการต้มมันกลับนิ่มและดูอ่อนปวกเปียก ไข่ซึ่งดูบอบบาง มีเพียงเปลือกบางๆคอยห่อหุ้มของเหลวภายใน แต่น้ำเดือดทำให้ของเหลวนั้นกลับแข็งขึ้น ขณะที่กาแฟกลับมีลักษณะเฉพาะตัวตลอดกาล เมื่อมาเจอน้ำเดือด น้ำต่างหากที่แปรเปลี่ยนไป

แล้วลูกล่ะเป็นอะไร พ่อถามลูกสาว เมื่อความทุกข์มาเยือน ลูกจะเตรียมรับมืออย่างไร ลูกเป็นแครอท ไข่ หรือ กาแฟ

แล้วคุณล่ะ?Huh?

แครอทนั้นดูแข็งโป๊กแต่เมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนานา ก็จะเฉาอ่อนแอ และสูญเสียเรี่ยวแรงกำลังไป

หรือจะเป็นไข่ซึ่งดูสามารถปรับสภาพได้ในตอนแรก จิตใจอันอ่อนไหวของคุณจะเป็นอย่างไร หลังจากที่ต้องเผชิญกับความเป็นความตาย การแตกแยก การหย่าร้าง หรือการเลย์ออฟ หัวใจของคุณหยาบกร้าน และแข็งกระด้างขึ้นหรือเปล่า แม้เปลือกภายนอกของคุณยังคงเดิม หากหัวใจและจิตวิญญาณของคุณเล่า มันปวดร้าวและได้แปรเปลี่ยนเป็นแข็งแกร่ง

หรือคุณเหมือนเมล็ดกาแฟ เมื่อเจอน้ำเดือดอันนำมาซึ่งความเจ็บปวด แต่ณ.อุณหภูมิสูงสุด 100 องศาเซลเซียส กาแฟกลับมีรสชาติดีขึ้นยามนั้น หากคุณเป็นดั่งกาแฟ เมื่อถึงภาวะที่เลวร้ายที่สุด นอกจากคุณจะสามารถจัดการชีวิตตนเองได้แล้ว คุณยังสามารถทำสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้นได้ด้วย.

Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #10 on: September 16, 2009, 12:00:53 PM »

คุณกำลังตามหาใครในชีวิต
 
คำถามนับพันคำถามที่เราสร้างมันขึ้นมาจนถึงบัดนี้ เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าหนึ่งในคำถามที่เราถามตัวเองบ่อยครั้งที่สุดคือ "เมื่อไหร่เราจะได้พบกับ soulmate ของเราสักที" เป็นคำที่ถามตัวเองมาตั้งแต่วัยที่เริ่มรู้จักกับความรัก และจะเงียบหายไปเมื่อผ่านพ้นการแต่งงานไปแล้ว

ในความคิดของคนส่วนมากนั้นมักจะเห็นว่า soulmate หรือที่แปลได้ความรวมๆในภาษาไทยว่าเนื้อคู่นั้น คือคนที่ถูกกำหนดมาเพื่อเราเพียงคนเดียว ในความเชื่อเช่นนี้เคยถามตัวเองกันบ้างไหมว่าใครเป็นผู้กำหนดชีวิตของเรา จริงๆ แล้วคนที่จะสามารถกำหนดชีวิตของเราได้ไม่ใช่ใครทั้งนั้น เป็นตัวของเราเองที่กำหนดขึ้นมา ทั้งในชาตินี้หรืออดีตชาติ (destiny) soulmateเป็นคนที่ destiny เราช่วยชี้นำมา ในความเป็นจริง soulmate ไม่ได้มีเพียงหนึ่ง ชาตินี้เราอาจพบเจอ soulmate มากมาย แต่เค้าอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคู่กับเรา หลายคนเกิดมาพร้อมกับความสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีคำถามที่ตามมาอีกมากมาย อย่างเช่น เมื่อไหร่ที่เราจะได้เจอกับเค้า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นคนที่เราตามหาอยู่ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่เราคบอยู่นั้นเป็น soulmate ที่แท้จริงของเรา คำถามเหล่านี้ไม่มีใครสามารถตอบได้ดีเท่ากับตัวเอง เมื่อถึงเวลาเค้าจะมาเอง แล้วเราจะสามารถเก็บเค้าไว้หรือปล่อยเค้าจากไปก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ณ นาทีนั้น จงมองเข้าไปในส่วนลึกของเค้า จงใช้หัวใจมองอย่าใช้ตาเนื้อมอง ใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นคนตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม เราไม่จำเป็นต้องค้นหาคำตอบในเรื่องนี้มากมายนัก หลายคนหมกมุ่นและทุ่มเทในการค้นหาใครสักคน สิ่งเหล่านั้นยิ่งทำให้ชีวิตอยู่ในความลำบาก ธรรมชาติไม่ได้สร้างให้เรารับรู้ถึงอดีตที่ผ่านๆมา ไม่ได้สร้างเรามาเพื่อให้เรารับรู้ความสัมพันธ์ในอดีตชาติ เราไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใช่หรือไม่ใช่ soulmate ของเรา สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราปิดกั้นตัวเอง ไม่เปิดรับกับโอกาสที่ผ่านเข้ามา ดังนั้นเราควรจะมองตัวเองรวมทั้งความสัมพันธ์ในปัจจุบัน และหลายคนก็เกิดมาเพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียว...

Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #11 on: September 16, 2009, 12:03:24 PM »

สิ่งที่เป็นความลับ
 
เมื่อคืนนี้หลังจากกราบพระกับคุณพ่อ คุณแม่แล้ว คุณพ่อเรียกลูกเข้าไปพบ แล้วบอกลูกว่า..
"พ่อมีอะไรให้ดู สำคัญมากนะ"
แล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรสักอย่าง ออกจากกระเป๋าเสื้อ เอามือกำไว้ ถามว่า..
"อยากรู้มั้ยว่ามีอะไรในมือพ่อ" ลูกพยักหน้า
"ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 3 ที" ลูกทำตาม คุณพ่อว่า..
"ไม่พอ ต้อง 5 ที" และเปลี่ยนเป็น 10 ที จนถึง 15 ที ก็ลูกอยากทราบนี่ ว่าเป็นอะไร..
เมื่อคุณพ่อแบมือออก มันคือเหรียญ 5 บาท ธรรมดานี่เอง

คุณพ่อหัวเราะ แล้วกำมือกับเหรียญ 5 บามเดิม ถามว่า
"อยากดูมั้ย เขกพื้น 10 ที"
"ลูกรู้แล้วไม่อยากดูค่ะ"
คุณพ่อว่า "เอ้า เขกพื้น 1 ที ก็ได้"
ลูกก็บอกว่า "ลูกรู้แล้ว ไม่อยากดูอีกเบื่อค่ะ"
คุณพ่อว่า.. "ให้ดูฟรีๆ ก็ได้" ลูกก็ดูไปอย่างนั้นเอง คุณพ่อเลยบอกว่า..

"นี่ละลูก อะไรที่เป็นความลับ คนมักยอมทำทุกอย่างที่จะได้สมปรารถนา อยากดู.. อยากรู้อยากเห็น.. แต่เมื่อสมปราถนาแล้ว ดูบ่อยๆ แล้ว ก็มักจะเบื่อ ให้ดูฟรีๆ ยังไม่อยากดูเลย.. แล้วสิ่งที่พึงหวงสำหรับสตรี เป็นสิ่งมีค่า ถ้าให้ใครรู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไร.. ไม่ต่างกับ "เหรียญ 5 บาท" ที่พ่อให้ลูกดูฟรีหรอก..."

Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #12 on: September 16, 2009, 12:05:09 PM »

คุณทำร้ายคนที่รักหรือเปล่า
 
เคยถามใจตัวเองรึเปล่า ทำไมคนที่รักกัน ถึงต้องทำร้ายกันด้วย ถ้าลองสังเกตกันดีๆ จะเห็นว่า ไม่มีคู่รักคู่ไหนในโลกหรอก ที่ไม่เคยผ่านช่วงหายนะ ทะเลาะเบาะแว้งกัน หรือกระทั่งทำร้ายจิตใจซึ่งกันและกัน แม้บางทีที่ทำไปน่ะ ไม่ได้ตั้งใจเลยก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า คนที่รักกันนี่แหละมีโอกาสทำร้าย ไม่ว่าจะเป็นจิตใจหรือร่างกายกัน ได้ง่ายกว่าคู่ที่เป็นเพื่อนหรือคนรู้จักซะอีก ถามว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนี้? ไม่อยากนะถ้าจะตอบว่าก็ คนรักกันน่ะ ใกล้ชิดกันมากเกินไป จนบางทีเราก็นึกไปเองว่า คนที่เรารักคงจะคิดอะไรคล้ายๆ กับเรา ทั้งที่ไม่ใช่เลย ไม่มีอะไรในโลกจะมาพิสูจน์ได้หรอกว่า คนที่รักกันสองคนจะคิดเหมือนกัน ทำอะไรเหมือนกัน มีความสุขหรือแม้แต่ทุกข์เท่ากัน ซึ่งเหตุผลนี้เองที่อาจจะทำให้คุณมองข้ามความรู้สึกของคนรักของคุณไป เพราะฉะนั้น ถ้าเขาตวาดแว้ดใส่คุณ หรือทำอะไรขัดอกขัดใจขึ้นมาเมื่อไหร่ละก้อ ขอให้ท่องนะโมไว้ว่า เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะทำอย่างนั้นกับคุณจริงๆ เลยให้ตายเถอะ แต่ที่พลาดไปก็เพราะลืมตัวชั่วคราว เสียสติชั่วขณะ, ลืมว่า ถ้าเราทำอย่างนี้ออกมา แล้วอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไร มันก็เหมือนคนอยู่กันจนชิน ก็เลยเผยธาตุแท้ออกมานั่นแหละ มองในแง่ดีซิ นี่แหละคือตัวจริงที่เราจะอยู่ด้วย อย่างน้อยเค้าก็หมุนให้คุณดู 360 องศาแหละน่า เพราะฉะนั้น จำไว้ว่า

1. อย่าโกรธ ถ้าเขาเผลอปากร้ายกับคุณ
2. อย่าเคือง ถ้าเขาปฏิเสธว่า ไปรับคุณที่ที่ทำงานไม่ได้
3. อย่าร้องไห้ ถ้าเขาปันใจออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง เพราะสุดท้าย หากเขารักเราจริง เขาต้องกลับมาตายรังอยู่ดี แต่... ถ้าเขาหมดรักเมื่อไหร่ ต่อให้เอาพญาช้างมาฉุดให้อยู่ เขาก็จะไปจนได้ เชื่อไหมล่ะ.

ถึงตอนนี้ก็อยากจะบอกว่าคนรักกันอยู่ใกล้ชิดกัน แน่นอนย่อมเป็นสิ่งที่ดี แต่พึงระวังไว้ว่าการอยู้ใกล้ชิดกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ควรมองข้ามความรู้สึกกันมากเท่านั้น ชีวิตเราก็เท่านี้แหละ มีคนรักใกล้ตัวกันขนาดนี้ ก็อย่าได้ทำร้ายกันเองเลย ...สาธุ

Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #13 on: September 16, 2009, 12:19:24 PM »

บอลห้าลูกกับชีวิต

ลองคิดดูสิว่า... หากชีวิตเราเปรียบเสมือนเกมโยนบอล 5 ลูกสลับกันไปในอากาศคล้ายนักเล่นกล บอลทั้ง 5 เปรียบได้กับ งาน ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน และจิตใจ

เราคงต้องบอกว่า งาน นั้นคงต้องเป็นลูกบอลยางซึ่งแม้ว่าเราจะพลาดพลั้งทำตกกี่ครั้งมันก็สามารถที่จะกระเด้งกระดอนกลับมาให้เรานำกลับมาเล่นต่อได้ แต่บอลอีก 4 ลูกที่เหลือ คือ ครอบครัว สุขภาพ เพื่อน และจิตใจนั้น เป็นเช่นลูกแก้ว การพลาดพลั้งทำลูกใดลูกหนึ่งตกไปนั้น แม้เป็นเพียงแค่รอยถลอก รอยตำหนิเล็กๆ รอยหัก แหว่ง หรือแตกละเอียด ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ไขให้มันกลับมาเป็นลูกแก้วที่แววใสดังเดิมได้ ดังนั้นเราจึงควรระลึกอยู่เสมอว่า ชีวิตเราคือการต่อสู้ประคับประคองบอลทั้ง 5 ลูกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงให้สมดุลย์มากที่สุด ทำอย่างไรน่ะหรือ ??

จงอย่าประเมินค่าของตัวเองให้ต่ำต้อย โดยการเปรียบเทียบกับคนอื่น พึงระลึกเสมอว่าเราทุกคนล้วนแตกต่างกัน และทุกคนก็มีความพิเศษเป็นของตนเองโดยเฉพาะ

อย่าปล่อยให้ชีวิตผ่านไปอย่างไร้ค่า โดยการปล่อยเวลาให้ผ่านไป จงคิดว่าทุกๆ วันที่ผ่านพ้นไปคือส่วนหนึ่งของชีวิตเรา

อย่าเพิ่งละความพยายามเมื่อเจอปัญหา จงจำไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะจบสิ้นเมื่อคุณทิ้งความพยายามของคุณเอง

อย่ากลัวที่จะยอมรับว่าเราไม่ใช่คนที่สมบูรณ์พร้อมในทุกอย่าง เพราะการหลงตัวเองจะเปรียบเสมือนผมเส้นบางๆ ที่บังตา ไม่ให้คุณมองเห็นผู้คนรอบข้าง

จงอย่ากลัวการเสี่ยง เพราะมันคือโอกาสที่คุณจะได้เรียนรู้ถึงความกล้าหาญ

อย่าทิ้งความรักไปจากชีวิต โดยการบอกว่ามันไม่มีทางที่จะหาพบ หนทางที่ง่ายที่สุดที่จะได้รับความรัก คือการรู้จักให้ และการรักษาความรักที่ดีที่สุดคือการให้อิสระกับมัน จำไว้ว่ายิ่งคุณพยายามไขว่คว้ามันไว้กับตัวคุณมากเท่าไร มันก็ยิ่งจะจากไปจากคุณได้เร็วเท่านั้น

อย่าพิจารณาชีวิตองคุณเร็วเกินไป จนคุณลืมที่จะนึกว่าคุณมากจากที่ไหนและคุณกำลังจะไปที่ใด

พึงตระหนักว่าความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เราต้องการคือความประทับใจ

จงอย่ากลัวการรับรู้หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ความรู้นั้นไร้น้ำหนัก แต่เป็นทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่มันจะติดตัวคุณไป และจะไม่มีใครที่สามารถขโมยมันไปจากคุณได้

จงใช้เวลาและคารมอย่าระมัดระวัง เพราะทุกสิ่งที่ผ่านไปจะไม่สามารถย้อมกลับคืนมาได้เหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันจะไหลย้อนกลับ

จงรู้ว่า ชีวิตไม่ใช่การแข่งขัน แต่ชีวิตคือการเดินทาง คือการสัมผัสรับรู้ในแต่ละก้าวที่เดินไป

และสุดท้าย จงจำไว้ว่า ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง

Logged
anant
ศาสตราจารย์
****

Popular Vote: 7
Offline Offline

Posts: 2,610



« Reply #14 on: September 16, 2009, 12:26:47 PM »

10 นิสัยที่ไม่ควรใช้กับคนรัก
 
มีเพื่อนที่น่ารักฝากมาให้ทุกคนได้อ่าน ถ้าทำได้ตามนี้ไม่ต้องครบสิบก็มีความสุขแล้วหละ

1. เอาแต่ใจตัวเอง
เป็นเรื่องธรรมดามาก ที่ทุกคนต้องเอาแต่ใจตัวเองกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าใครจะ เอาใจตัวเองมาก หรือน้อยเท่านั้นเอง บางคนคิดว่าเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง น้อย แต่ความจริงแล้วมากเนี่ย ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลย

2. ทำตัวเป็นเจ้าของมากเกินไป
การที่คุณแสดงตัวให้ใครต่อใครได้รู้ว่าคุณกับเขาเป็นแฟนกันเนี่ย ก็ไม่ใช่เรื่อง แปลกเพียงแต่บางครั้งคุณอาจแสดงความเป็นเจ้าของเขาในลักษณะที่เป็นเงา ตามตัวกันเลย เช่น ไปไหนไปด้วย ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ โดยไม่ให้เขามีเวลา ส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว ก็อาจเป็นปัญหาได้เหมือนกัน

3. หึงแบบไร้ขีดจำกัด
คงจะห้ามกันได้ยาก เรื่องความหึงเนี่ย แต่ต้องมีลิมิตกันบ้างนะคะ ไม่ใช่ว่าเพื่อนคุยด้วยก็ยังหน้ามืดตามัว หึงขนาดนั้น คงจะไม่ไหว บางคนเข้าขั้นโทรเช็คตลอด เวลา อันนี้น่าเป็นห่วงมาก

4. บอกเลิกทุกครั้งที่ทะเลาะ
ส่วนใหญ่จะเกิดจากฝ่ายหญิงซะมากกว่า จริงๆ แล้วก็พูดแค่อยากให้เขามาง้อเท่า นั้น ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้ผลในช่วงแรกเท่านั้น แต่หลังๆ ล่ะก็ เอ้า.. อยากเลิกดีนัก เลิกเลยดีกว่า น้ำตาเช็ดหัวเข่า

5. ไปเจ๊าะแจ๊ะกับคนอื่น
ถือได้ว่าคุณไม่ได้ให้เกียรติคนที่คุณรักเลย ซึ่งทุกคนก็ย่อมหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง บางครั้งอาจทำ เพื่อให้อีกฝ่ายหึงเล่นๆ เป็นการคอนเฟิร์มว่าคุณเองก็มีค่า สำหรับพวกเขา แต่ต้องระวังนะคะ เพราะมองอีกมุมคือคุณไม่แคร์ความรู้สึกของ เขาเลย และถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่รู้จะอยู่ด้วยกันไปทำไม

6. เชื่อเพื่อนมากเกินไป
บางครั้งเพื่อนก็ไม่อยากให้คุณมีแฟน ซึ่งก็โทษไม่ได้อีกนั่นแหล่ะ เพราะจากที่ เคยเจอกัน ทานข้าวด้วยกันทุกวัน ก็กลับกลายเป็นว่าคุณไปตัวติดกับแฟนแทน หรืออาจจะด้วยความหวังดีมากเกินไป ก็เลยคิดแทนคุณไปหมด ว่าแฟนคุณดีพอ สำหรับคุณหรือเปล่า

7. โกรธแล้วไม่พูดด้วย
เป็นสาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกรากันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ อาการแบบนี้จะทำให้อีกฝ่าย รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า หรือบางทีเรื่องที่โกรธอาจมาจากความเข้าใจผิด แล้วไม่พูด กัน ก็ไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้

8. นัดแล้วไม่เป็นนัด
การเลื่อนนัด ประเภท เลื่อนแล้วเลื่อนอีก หรือว่ามาเลทแบบ นัดเช้ามาบ่ายนัด บ่ายมาเย็น อาการแบบนี้เนี่ย บางคนเขารอบ่อยๆ รอไปรอมา เลิกรอตลอดไปเลยก็มีนะ

9. พูดจาข่มกันต่อหน้าคนอื่น
อาจจะเพียงแค่อำกันเล่น แต่บางคนอำกันแรงเกินไป อาจจะเกิดการทะเลาะกัน ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุเล็กๆ ที่จะนำไปสู่ความบานปลายได้

10. โกหก บางคนโกหกเป็นนิสัย
ทั้งที่บางทีไม่ได้ตั้งใจ แต่ถ้าอีกฝ่ายเข้าใจก็คงไม่เป็นไร แต่ขอบอกว่าเรื่องอย่างนี้ น้อยคนนัก ถึงจะยอมเข้าใจ

Logged
Pages: [1] 2   Go Up
Print
HuSoNU  |  ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com  |  ห้องสมุด HuSoNu (Moderator: ปลองทา30)  |  Topic: กระจกหกคะเมน..มองชีวิตที่แตกต่าง
Jump to:  





Designed by Holy IT | Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC