Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
May 22, 2012, 02:02:40 PM
 
Alternative Banner: Flash player 8 + JavaScript support are required
 
 
HuSoNU  |  ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com  |  ห้องรับแขก  |  Topic: คนมีลูก มาอ่านกันเร้ว...."ชี้ด้านลบเลี้ยงลูกแบบเพื่อน!?!"
Pages: [1]   Go Down
Print
Author Topic: คนมีลูก มาอ่านกันเร้ว...."ชี้ด้านลบเลี้ยงลูกแบบเพื่อน!?!"  (Read 1139 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
molwatoo
Guest
« on: September 23, 2009, 01:16:52 PM »

ชี้ด้านลบเลี้ยงลูกแบบเพื่อน

พ่อแม่ในยุคใหม่อาจให้ความสนิทสนมและเลี้ยงลูกแบบเพื่อน เพื่อหวังว่าเมื่อลูกมีปัญหาไม่ว่าเรื่องใดๆ จะกล้าเข้ามาปรึกษา แต่หลายครอบครัวกลับกลายเป็นปัญหาว่าลูกไม่ให้ความเคารพ กล้าโต้เถียง นั่นเป็นเพราะอะไร

ดร.จิตรา ดุษฎีเมธา ประธานโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มีคำแนะนำถึงแม่ที่มีลูกอยู่ในช่วงวัยรุ่น เริ่มตั้งแต่ช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น-มัธยมศึกษาตอนปลาย ว่า ผู้หญิงจำนวนมากพูดถึงการเลี้ยงลูกแบบเป็นเพื่อนลูก แต่จริงๆ แล้วการที่เรามีสถานภาพเป็นพ่อแม่ ก็ต้องทำให้ลูกเห็นว่าเรามีสถานภาพเป็นพ่อแม่ ไม่ใช่เพื่อน การเลี้ยงลูกเป็นเพื่อนทำให้ลูกไม่เห็นความเป็นแม่ บทบาทของแม่ต้องแสดงให้เห็นความเป็นแม่ที่ลูกต้องเคารพ ไม่ใช่เป็นบทบาทของเพื่อน

"วัยรุ่นไม่ต้องการให้ผู้ปกครองหรือพ่อแม่มาใส่ใจ หรือจู้จี้ แม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูกวัยรุ่นจึงต้องใช้วิธีเสริมแล้วค่อยสอน แต่ไม่ควรสั่ง วัยรุ่นทุกยุคทุกสมัยต้องการเป็นตัวของตัวเอง และเวลาที่แม่ใส่ใจหรือสั่งเขาจะคิดว่าตัวเองจะกลับไปเป็นเด็กอีก ดังนั้น แม่ต้องเสริมด้วยวิธีการแนะนำ และพูดคุยกับลูกโดยเปิดโอกาสให้ลูกแสดงความคิดเห็น แม่และลูกต้องรู้จักเป็นผู้ฟัง ความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกันก็ได้ แต่ท้ายที่สุดเขาก็จะคิดและหาข้อสรุปในเรื่องต่างๆ ได้ มิติของความเป็นเพื่อนจะอยู่ตรงที่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดคุยแลกเปลี่ยนแบบเปิดกว้าง ไม่ใช่แม่ต้องทำตัวเป็นเพื่อนกับลูก"

ดร.จิตรา กล่าวอีกว่า ขณะที่แม่ปรารถนาดีกับลูกแม่ก็ต้องการให้ลูกเป็นไปตามแนวทางที่ตัวเองต้องการ เพราะคิดว่ามันคือสิ่งที่ดีที่สุด แม้ว่าลูกจะรู้ว่าแม่รัก แม่เป็นห่วง แต่วัยรุ่นก็รู้สึกว่าตัวเองโตแล้ว สิ่งที่วัยรุ่นแสดงว่าเขาโตแล้วคือพฤติกรรมการเถียงพ่อแม่ มันแสดงออกให้เห็นว่าเขาโตแล้ว

ขอฝากถึงวัยรุ่นทุกคนว่าการที่เราจะโตเป็นผู้ใหญ่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราเถียงแม่ได้ แต่คนที่โตเป็นผู้ใหญ่ต้องรู้จักฟังคนอื่น ยอมรับในความต่างและความคิดของคนอื่นได้ ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่เราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางแสดงว่าเราอยู่ในสภาวะความเป็นเด็ก

นอกจากนี้ การที่แสดงว่าวัยรุ่นคนนั้นโตเป็นผู้ใหญ่หรือไม่นั้น ดูได้จากคำพูดที่ต้องรู้จักรักษาน้ำใจคนฟัง พูดกับแม่และฟังใจแม่ได้ ไม่ใช่พูดกับแม่แล้วฝังใจ ไม่เคยฟังหรือเข้าใจความรู้สึกกันเลย เมื่อไหร่ที่ลูกและแม่พูดกันด้วยอารมณ์ฝังใจ จะเกิดด้านลบขึ้นในชีวิต ทำให้เกิดการเอาชนะคะคานกันตลอดเวลา ในวัยรุ่นที่บอกว่าตัวเองโตแล้วนั้นต้องแสดงให้แม่เห็นผ่านการกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่คำพูด วัยรุ่นบางคนไม่พอใจแม่หรือผู้ปกครองก็จะเถียงและพูดประชดประชัน ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และไม่ได้แสดงว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่

"การเลี้ยงลูกที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น พ่อแม่ต้องปรับตัวและต้องมองให้เห็นพัฒนาการในตัวของลูก เลี้ยงอย่างไรที่จะทำให้เขาก้าวเข้าไปสู่ความเป็นตัวของตัวเอง เลี้ยงอย่างไรที่จะทำให้วัยรุ่นก้าวเข้าสู่การสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง ถ้าวันหนึ่งที่ไม่มีแม่หรือไม่มีพ่อ เขาจะดูแลตัวเองได้

ในส่วนของลูกๆ ที่เป็นวัยรุ่นและคิดว่าตัวเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องทำให้พ่อแม่ไม่ห่วงต่อการกระทำของเรา ทำอย่างไรให้พ่อแม่ดุน้อยลง และเชื่อใจลูกมากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะบอกได้ว่าเราพร้อมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่พ่อแม่ห่วงมากขึ้น ดูแลมากขึ้นและยังไม่ไว้วางใจ แสดงให้เห็นว่าวัยรุ่นคนนั้นยังไม่โต"

สนับสนุนข้อมูล ข่าวสด
Logged
เสริม
Administrator
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 3
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,631



« Reply #1 on: September 23, 2009, 02:08:10 PM »

Logged
shangpi
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Posts: 3,540


พุทโธ ธัมโม สังโฆ


« Reply #2 on: September 24, 2009, 03:11:26 PM »

 Afro Afro Grin
Logged

...ช้างเอยช้างน้อย ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา..หุ หุ หุ..
molwatoo
Guest
« Reply #3 on: September 25, 2009, 10:59:38 AM »

ชีวิตไร้กรอบ


*** เคยได้ยินชื่อ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ไหม??
เขาเคยเป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซา
ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 20 กว่าปีก่อน
เคยได้รับรางวัลงานวิจัยที่ดีที่สุดระดับโลก
เกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่น

ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะ
1. อยากดูแลพ่อแม่
2. ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา
3. อยากเที่ยว
4. ชอบกินอาหารอร่อย

เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง
ผมประทับใจบทสัมภาษณ์ของ ดร.วรภัทรใน ' เสาร์สวัสดี'
ของ ' กรุงเทพธุรกิจ ' มาก

คนอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตมันส์เป็นบ้า
ความคิดก็กวนเหลือหลาย
ตอนที่เขาเป็นอาจารย์
วิธีการสอนหนังสือของเขาแปลกกว่าคนอื่น

' ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา '
เขาบอก

เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ
เรียนไปและดูนิสิตสาว ๆ ว่ายน้ำไป
ด้วยคาดว่าคงไปเรียนเรื่อง ' คลื่น'
ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อ
คลื่นที่เกิดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากัน
ระหว่างชุดทูพีซกับวันพีซ
แรงเสียดทานกับน้ำ ชุดไหนมากกว่ากัน
แนวการศึกษาน่าจะออกไปทำนองนี้ 

แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ
ข้อสอบของเขาสั้นและกระชับมาก

' จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย '

โหย...เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้อง
คำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆ
เช่น ปั้นจั่นมีกี่ชนิด

ผลปรากฎว่าได้ศูนย์กันทั้งห้อง

เพราะเป็นคำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้ง
สมกับที่เรียนมาทั้งเทอม
เหตุผลที่ดร.วรภัทรออกข้อสอบ
ด้วยการให้นิสิตออกข้อสอบเอง
เป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก

' ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้
ต้องหาโจทย์มาเอง คิดแล้วทำ
ถ้าผิดแล้วอาจารย์จะปรับให้ '

เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยเด็กกวดวิชา
รอคนคาบทุกอย่างมาป้อนให้ไม่รู้จักคิดเอง

' ถ้ารอและตั้งรับ
คุณก็เป็นพวกอีแร้ง
แต่พวกคุณแย่กว่า
เพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง
คือ รออาหารที่คนอื่นป้อนให้ '

โหย...เจ็บ

ผมเชื่อมานานแล้วว่า

ชีวิตของคนเรา
เป็นข้อสอบอัตนัย
ที่ต้องตั้งโจทย์เอง และตอบเอง
ไม่ใช่ข้อสอบปรนัย

ที่มีคนตั้งโจทย์ และมีคำตอบ
เป็นทางเลือก ก-ข-ค-ง
 
ถ้าใครที่คุ้นกับ ' ชีวิตปรนัย'
ที่มีคนตั้งโจทย์ให้และเสนอทางเลือก
1-2-3-4 คนคนนั้นชีวิตจะไม่ก้าวหน้า


เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาติดกับ

' กรอบ '

ที่คนอื่นสร้างให้ ไม่เหมือนกับคนที่รู้จักคิด และตั้งคำถามเอง

เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิต เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าลืมว่า

เพราะมี ' คำถาม' จึงมี ' คำตอบ'

เมื่อมี ' คำตอบ' เราจึงเลือกเดิน
พูดถึงเรื่องการตั้งคำถาม
ผมนึกถึง 'โสเครติส' เขาเป็นนักปรัชญาเอกของโลก
ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา  ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบ
สร้างองค์ความรู้จาก 'คำถาม'
กลยุทธ์ของ 'โสเครติส' ในการสอน คือ
ไม่ให้ความเห็นใดๆ แก่นักเรียน และทำลายความมั่นใจของ นักเรียนที่เชื่อว่าตนเองรู้

' โสเครติส ' เชื่อว่าเมื่อเด็กตระหนักใน ' ความไม่รู้ ' ของตนเอง
เขาจะเริ่มต้นแสวงหา ' ความรู้ '


แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี ' ความรู้' เขาก็จะไม่แสวงหา ' ความรู้ '
การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมาย
โจมตีและทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน
เป็นกลยุทธ์เท ' น้ำ' ให้หมดจากแก้ว
เมื่อแก้วไม่มีน้ำแล้ว จึงเริ่มให้เขาเท ' น้ำ' ใหม่ ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง
' น้ำ' ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเองมาจาก
'คำตอบ' ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง
'คำตอบ' จาก 'คำถาม' ของ 'โสเครติส'
'โสเครติส' นิยามศัพท์คำว่า 'คนฉลาด' และ 'คนโง่' ได้อย่างน่าสนใจ
'คนฉลาด' ในมุมมองของ
'โสเครติส' นั้นไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่องแต่

' คนฉลาด ' คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้

ส่วน

' คนโง่ ' นั้น คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้

Logged
JANE
สต๊าฟเชียร์
น้องใหม่
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 139


free4sms at http://www.khum.net/r?benyapa71


« Reply #4 on: October 01, 2009, 03:11:09 PM »

ชีวิตไร้กรอบ


*** เคยได้ยินชื่อ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ ไหม??
เขาเคยเป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซา
ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ 20 กว่าปีก่อน
เคยได้รับรางวัลงานวิจัยที่ดีที่สุดระดับโลก
เกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่น

ตัดสินใจกลับเมืองไทยเพราะ
1. อยากดูแลพ่อแม่
2. ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา
3. อยากเที่ยว
4. ชอบกินอาหารอร่อย

เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง
ผมประทับใจบทสัมภาษณ์ของ ดร.วรภัทรใน ' เสาร์สวัสดี'
ของ ' กรุงเทพธุรกิจ ' มาก

คนอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตมันส์เป็นบ้า
ความคิดก็กวนเหลือหลาย
ตอนที่เขาเป็นอาจารย์
วิธีการสอนหนังสือของเขาแปลกกว่าคนอื่น

' ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา '
เขาบอก

เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ
เรียนไปและดูนิสิตสาว ๆ ว่ายน้ำไป
ด้วยคาดว่าคงไปเรียนเรื่อง ' คลื่น'
ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อ
คลื่นที่เกิดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากัน
ระหว่างชุดทูพีซกับวันพีซ
แรงเสียดทานกับน้ำ ชุดไหนมากกว่ากัน
แนวการศึกษาน่าจะออกไปทำนองนี้ 

แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ
ข้อสอบของเขาสั้นและกระชับมาก

' จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย '

โหย...เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้อง
คำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆ
เช่น ปั้นจั่นมีกี่ชนิด

ผลปรากฎว่าได้ศูนย์กันทั้งห้อง

เพราะเป็นคำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้ง
สมกับที่เรียนมาทั้งเทอม
เหตุผลที่ดร.วรภัทรออกข้อสอบ
ด้วยการให้นิสิตออกข้อสอบเอง
เป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก

' ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้
ต้องหาโจทย์มาเอง คิดแล้วทำ
ถ้าผิดแล้วอาจารย์จะปรับให้ '

เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัยเด็กกวดวิชา
รอคนคาบทุกอย่างมาป้อนให้ไม่รู้จักคิดเอง

' ถ้ารอและตั้งรับ
คุณก็เป็นพวกอีแร้ง
แต่พวกคุณแย่กว่า
เพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง
คือ รออาหารที่คนอื่นป้อนให้ '

โหย...เจ็บ

ผมเชื่อมานานแล้วว่า

ชีวิตของคนเรา
เป็นข้อสอบอัตนัย
ที่ต้องตั้งโจทย์เอง และตอบเอง
ไม่ใช่ข้อสอบปรนัย

ที่มีคนตั้งโจทย์ และมีคำตอบ
เป็นทางเลือก ก-ข-ค-ง
 
ถ้าใครที่คุ้นกับ ' ชีวิตปรนัย'
ที่มีคนตั้งโจทย์ให้และเสนอทางเลือก
1-2-3-4 คนคนนั้นชีวิตจะไม่ก้าวหน้า


เพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาติดกับ

' กรอบ '

ที่คนอื่นสร้างให้ ไม่เหมือนกับคนที่รู้จักคิด และตั้งคำถามเอง

เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิต เป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าลืมว่า

เพราะมี ' คำถาม' จึงมี ' คำตอบ'

เมื่อมี ' คำตอบ' เราจึงเลือกเดิน
พูดถึงเรื่องการตั้งคำถาม
ผมนึกถึง 'โสเครติส' เขาเป็นนักปรัชญาเอกของโลก
ที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนา  ตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบ
สร้างองค์ความรู้จาก 'คำถาม'
กลยุทธ์ของ 'โสเครติส' ในการสอน คือ
ไม่ให้ความเห็นใดๆ แก่นักเรียน และทำลายความมั่นใจของ นักเรียนที่เชื่อว่าตนเองรู้

' โสเครติส ' เชื่อว่าเมื่อเด็กตระหนักใน ' ความไม่รู้ ' ของตนเอง
เขาจะเริ่มต้นแสวงหา ' ความรู้ '


แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี ' ความรู้' เขาก็จะไม่แสวงหา ' ความรู้ '
การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมาย
โจมตีและทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน
เป็นกลยุทธ์เท ' น้ำ' ให้หมดจากแก้ว
เมื่อแก้วไม่มีน้ำแล้ว จึงเริ่มให้เขาเท ' น้ำ' ใหม่ ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง
' น้ำ' ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเองมาจาก
'คำตอบ' ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง
'คำตอบ' จาก 'คำถาม' ของ 'โสเครติส'
'โสเครติส' นิยามศัพท์คำว่า 'คนฉลาด' และ 'คนโง่' ได้อย่างน่าสนใจ
'คนฉลาด' ในมุมมองของ
'โสเครติส' นั้นไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่องแต่

' คนฉลาด ' คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้

ส่วน

' คนโง่ ' นั้น คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้



โอ้โห ด้ายจัย มาเมนท์ให้พี่หญิงโดยเฉพาะเรยนะเนี่ย บทความนี้ จุ๊ฟๆ ปายแระ คร้า งานพรึ่บบายๆ[/size][/color]
Logged

เลิกสรรญเสริญตัวเองทีว่าดีเลิศ เลิกบำบัดอารมณ์ด้วยคมคำฟุ่มเฟือยเยี่ยงกาฝาก คบคนพาลถ้าจริงใจก็ไม่ผิด คบบัณฑิตไม่จริงใจก็ไร้ผล
มีเพียงสองสิ่งเท่านั้นที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้คือ จักรวาลกับความโง่ของมนุษย์ แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยมั่นใจนักกับสิ่งแรก --Albert Einstein--
เรนโบว์
XXX Super XXX
สต๊าฟเชียร์
นิสิตปี 4
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 368


เบื่อๆเข้ามาโพสต์เพลง ถ้าหายไป แสดงว่า ไปได้ดี


WWW
« Reply #5 on: December 02, 2009, 10:01:20 PM »


[' คนฉลาด ' คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้

ส่วน

' คนโง่ ' นั้น คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้

ของเขาดีจริง

 Grin
Logged

HusoNU โฉมใหม่ โดนในวัยโจ๊ะ

I'm PraDuk
Tai_CA38
น้องใหม่
*

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 25



« Reply #6 on: February 04, 2010, 10:31:53 PM »

ขอบคุณนะคะ จะพยายามนำไปปฏิบัติ
Logged

มน.ยังอยู่ในใจเสมอ
Pages: [1]   Go Up
Print
HuSoNU  |  ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com  |  ห้องรับแขก  |  Topic: คนมีลูก มาอ่านกันเร้ว...."ชี้ด้านลบเลี้ยงลูกแบบเพื่อน!?!"
Jump to:  





Designed by Holy IT | Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC