Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
May 23, 2012, 11:36:13 PM
 
Alternative Banner: Flash player 8 + JavaScript support are required
 
 
HuSoNU  |  ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com  |  ห้องรับแขก  |  Topic: มารู้จักคุณ “ดังตฤณ” กัน
Pages: [1]   Go Down
Print
Author Topic: มารู้จักคุณ “ดังตฤณ” กัน  (Read 515 times)
0 Members and 2 Guests are viewing this topic.
Chanchai & Malee
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 1
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,809



« on: August 08, 2008, 09:24:14 AM »

ในบรรดา “นักเขียน” ที่ไม่ใช่พระสงฆ์ เป็นฆราวาส แต่มีผลงาน
มีส่วนปลุกกระแส “หนังสือแนวธรรมะ-แนวหลักธรรม” ให้แพร่หลาย
ในสังคมไทยได้มากขึ้น ต้องถือว่าชายคนนี้ นักเขียนเจ้าของผ]งาน
 “เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน” ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ยืนอยู่แถว
หน้าได้อย่างสง่าผ่าเผย วันนี้ลองมาย้อนดูบางแง่มุมชีวิตจากวันวานจน
ถึงวันนี้ของนักเขียนที่ใช้นามปากกาว่า “ดังตฤณ”
หรือชื่อ-นามสกุลจริง “ศรันย์ ไมตรีเวช”

เจ้าของนามปากกา “ดังตฤณ” หรือ “ศรันย์ ไมตรีเวช” ชายในวัย 40 ปี
คนนี้ ในวันที่ได้เจอใบหน้าดูสงบเย็น มีรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยไมตรีจิต   
เขาคนนี้ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 20 ปีในแวดวงบรรณพิภพนี้
 
ศรันย์เล่าย้อนว่า เขาเป็นลูกคนที่สามของครอบครัว “ไมตรีเวช” เรียน
จบปริญญาตรี Business Computer จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่ง
ชีวิตของตนได้ถูกวางแผนไว้แบบหนึ่ง แต่มีพัฒนาการ และค่อย ๆ คลี่
คลายมาตามลำดับ เรื่อยมาจนกระทั่งมาเป็นอย่างทุกวันนี้ในปัจจุบัน
 
เขาบอกว่า เมื่อเกิดความสนใจเรื่องอะไร ไปรู้เรื่องอะไรที่รู้สึกว่าดี  ใจ
ก็จะอยากให้คนอื่นรู้ตาม และมีแรงทะยานที่จะถ่ายทอดสิ่งที่รู้และคิด
ว่าดี  ให้แก่คนอื่น ๆ
 
“ตอนแรกที่เกิดรู้สึกแบบนี้ขึ้นคือเมื่อ ป.6 คือไปอ่านอะไรมา แล้วรู้
อะไร คิดอะไร ฝันอะไร ก็อยากให้เพื่อนรู้ตาม ก็เขียนนิยายแบบ  เด็ก
ๆ นิยายน้ำเน่า แจกจ่ายให้เพื่อนอ่านรอบห้อง แล้วก็รู้สึกดี มีความสุข
ยิ่งคนอื่นอ่านแล้วบอกสนุกดี ขอยืมอ่านหน่อยนะ มีการจองคิว มันเป็น
เรื่องสนุกสำหรับเราในวัยนั้นมาก ๆ และกลายเป็นพื้นฐานนิสัยตั้งแต่บัดนั้น”
 
ชีวิตเขาคนนี้มีพัฒนาการอีกครั้งในสมัยกำลังจะจบชั้นมัธยมปลาย ซึ่ง
เจ้าตัวบอกว่า เป็นก้าวสำคัญของชีวิต เมื่อตอนที่อายุ 16 ปี เรียนอยู่
ชั้น ม.5 กำลังจะเอนทรานซ์  ก็เกิดคำถามกับชีวิต ซึ่งเด็กทั่วไปมักจะ
ถามว่าจะเรียนอะไร  แต่ตนเองมองข้ามช็อตไปว่า เรียนแล้วจบออกมาจะทำอะไร 
 
“ความรู้สึกตอนนั้นคือ งง และสับสน เพราะไม่อยากจะทำงานอะไร ไม่
อยากทำอาชีพขีด ๆ เขียน ๆ ไม่อยากจะนั่งโต๊ะ และตอบตัวเอง   ไม่
ได้ว่าเราอยากเป็นอะไร ซึ่งหมายความว่า เลือกเรื่องเรียนไม่ถูกด้วย”
 
ย้อนกลับไปตอน ม.5 เริ่มเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ทุกเย็นที่เดินกลับบ้าน  จะ
เฝ้าถามตัวเองว่า ชีวิตที่เหลือจะทำอะไร บรรยากาศช่วงเย็น แสงไม่
ค่อยมี แล้วจะค่อย ๆ มืด รถราก็วิ่งขวักไขว่ ณ เวลานั้น ชวนให้เกิด
ความรู้สึกยิ่งกว่าคำว่าเบื่อ และไม่รู้จะทำอะไรให้ดีขึ้น ไม่ใช่เบื่อแบบ
ชั่วคราว แต่เป็นแบบค่อย ๆ กัดกร่อนชีวิต ความรู้สึกค่อย ๆ แย่ลง ๆ
และตื่นเช้าขึ้นมาแบบตอบตัวเอง    ไม่ได้ว่า “จะตื่นขึ้นมาเพื่ออะไร
เพราะไม่ได้อยากทำอะไร”   
 
พัฒนาการอีกขั้นของชีวิตคือ เข้าห้องสมุด ซึ่งปกติเป็นคนชอบ   เดิน
เข้าห้องสมุดอยู่แล้ว วันนั้นเป็นวันแรกที่มีความรู้สึกว่าอยากได้คำตอบ
อะไร   สักอย่างหนึ่งที่มันแปลกไปกว่าการอ่านนิตยสาร อ่านหนังสือ
ตลกโปกฮาก็เหลือบไปเห็นหนังสือ “เต๋าที่เล่าแจ้ง” แล้วก็หยิบออกมา
 
มันมีความรู้สึกเลยนะ เหมือนในหนังเลย แบบที่เป็นอะไร ที่มหัศจรรย์
น่ะ เป็นอะไรที่เป็นก้าวแรก เป็นอะไรที่เป็นจุดเริ่มต้นซักอย่างหนึ่ง คือ
อ่านแล้วเหมือนเราไม่ได้คำตอบหรอก แต่ได้ความชุ่มชื่นใจที่ไม่เคย
ได้มาก่อน เกิดความรู้สึกว่าจะอ่านอะไรให้มากกว่านี้ เรื่อย ๆ แต่ตอน
นั้นก็ยังไม่ได้สนใจเรื่องพระพุทธศาสนา”
 
ศรันย์บอกว่า เคยไปฝึกสมาธิแบบธรรมสมาธิ ซึ่งเป็นสมาธิแบบ
อินเดีย เผยแพร่ตามโรงเรียน   ซึ่งการทำสมาธิแบบธรรมสมาธินั้น ดี
จริง แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งแล้วจะรู้สึกว่า ไม่พอ มันไม่ได้มีความสุขจริง ๆ
 
พัฒนาการขั้นต่อมาของเขา   คือ ตอนเรียน ม.6   อยู่ ๆ ก็เกิด อยาก
จะลองวิปัสสนาขึ้นมาเฉย ๆ จึงไปซื้อหนังสือ แล้วปรากฏว่าไปเจอ
หนังสือ วิธีทำสมาธิและวิปัสสนา ของ พระอาจารย์ธรรมรักษา ราคา
เล่มละ 20 บาท แต่มีค่ามาก อ่านแล้วน้ำหูน้ำตาไหล   แล้วก็ได้คำตอบ
กับชีวิตเลยว่า  “ชีวิตที่เหลือจะเอาอย่างนี้........”
 
ช่วงที่เรียนที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ วัน ๆ ก็อยากแต่จะเข้าห้องสมุด
อย่างเดียว เหมือนกับใจจริง ๆ จะเข้าแต่ห้องสมุดเพื่อจะไปอ่านหนังสือ
ธรรมะ ตอนนั้นอ่านหมดเลย และที่ชอบที่สุดคือ “พระไตรปิฎกฉบับประชาชน” 
 
“อ่านแล้วรู้สึกเฟรนด์ลี่มาก ๆ บางคนบอกอ่านหนังสือธรรมะแล้วเบื่อ
แต่เรารู้สึกว่าเหมือนขนม เวลาที่ได้เข้าห้องสมุดเหมือนเวลา  ได้กินขนม......”
 
ส่วนวิชาทางโลก หลังจากเรียนจบ ศรันย์ทำงานเกม-ดีไซเนอร์ ที่
บริษัทซอฟท์แวร์เฮาส์ “ไอโซแฟกส์” เลยได้โอกาสเขียนบทความ
คอมพิวเตอร์ลงหนังสือไมโครคอมพิวเตอร์ จากนั้นจึงออกจากงานมา
เขียนอย่างเดียว ค่าตอบแทนคือ 5,000 บาทต่อเดือน ถัดมาอีก 2-3
ปี   ก็มาเขียนหนังสือคอม พิวเตอร์ อาทิ ครบเครื่องเรื่องอินเทอร์เน็ต
กะเทาะเปลือกไอซีคิว กะเทาะเปลือกเพิร์ช ซึ่งใช้ชื่อ  จริงเขียน
 
อย่างไรก็ตาม งานเขียนชิ้นแรกของเขาที่  ได้ตีพิมพ์ในหนังสือนั้น
เกี่ยวกับ “ธรรมะ” ได้ตีพิมพ์ก่อน บทความคอมพิวเตอร์เสียอีก คือ
ตั้งแต่ตอนอายุ 22 ปี เขียนเรื่อง “ทางนฤพาน”   เป็นนิยายแบบรัก ๆ
ใคร่ ๆ แต่อิงธรรมะ เป็นตอน ๆ ลงตีพิมพ์ในนิตยสารค้นโลก ตอนนั้น
อายุ 22 แต่คนอ่านนึกว่าแก่แล้ว จึงปิดตัวมาก ๆ

ศรันย์เขียนบทความเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่ประมาณ 5 ปี เขียนบท
ความมาเรื่อย ๆ สะสมประสบการณ์ แล้วได้เขียนหนังสือ เขียน   เรื่อง
ซอฟต์แวร์ฟรีมาตลอด พอเขียนมาระยะหนึ่งก็เลิก “รู้สึกว่าเหมือนไป 
ส่งเสริมให้คนไปซื้อซอฟต์แวร์เถื่อน จึงไม่ทำ” 
 
ช่วงนั้นก็มีคนมาชวนลงขั นให้ทำ “ทางนฤพาน” เขาจึงกลับมา   
ทบทวนว่าน่าจะมาเขียนในสิ่งที่ชอบ แล้วไม่ส่งเสริมให้คนทำผิดจะดี
กว่า และ  น่าจะอยู่ได้ เพราะไม่ได้หวังรวย ซึ่งตอนนั้นเป็นสิ่งที่ต้อง
เลือก เพราะช่วงนั้นหนังสือคอมพิวเตอร์กำลังเป็นที่ต้องการมาก ราย
ได้ดี แต่การแข่งขันทางหนังสือคอมพิวเตอร์ก็มีสูง และตัวเองก็ไม่ชอบ
ที่จะไปแข่งขันกับใคร      ไม่อยากไปรบกับใคร
 
“ต้องการแค่พอกินพอใช้ จึงตัดสินใจว่าเขียนเกี่ยวกับธรรมะ แจกทาง
อินเทอร์เน็ตดีกว่า” 
 
พ.ศ. 2533 เป็นปีที่เริ่มเขียนทางนฤพานจริง ๆ จัง ๆ เป็นบทความลงใน
นิตยสารพ้นโลก แล้วมาเป็นหนังสือเล่มจริง ๆ ตอนอายุ 30 ปี  เพราะ
เพื่อนที่รู้จักกันอยากลงขันพิมพ์ประมาณ 5,000 เล่ม ทั้งแจกทั้งขาย
เล่มละ 99 บาท คนก็ชอบเพราะหนังสือเล่มใหญ่ และขายถูก คน
เลยกว้านซื้อใช้เวลา 2 เดือนหมด
 
“ช่วงที่เขียนทางนฤพาน และได้รับการยอมรับทางอินเทอร์เน็ต จึงลง
ขันไป และคิดว่าจะได้เงินคืน แต่ 3 ปียังไม่ได้คืนเลย ถ้าคนมองเรา
เมื่อช่วง 2 ปีก่อน คนจะบอกว่านี่มาเขียนหนังสือธรรมะเพราะอยากรวย
นะ แต่ที่จริงเขียนฟรีมา 10 กว่าปีด้วยซ้ำ เพราะใจรัก ตั้งใจแค่พอกิน
พอใช้ ไม่ได้หวังรวยอะไร” ศรันย์กล่าว
 
ทั้งนี้ ผลงานเขียนหลังจากทางนฤพานของเขาคนนี้มีอาทิ กรรม
พยากรณ์ ทั้ง 2 ภาค, เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน ที่พิมพ์ซ้ำถึง 50
ครั้ง  ในช่วง 3 ปี, วิปัสสนานุบาล, มีชีวิตที่คิดไม่ถึง, 7 เดือนบรรลุ
ธรรม ฯลฯ   และล่าสุด คือ “เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน 2”
   
“ภาคภูมิใจแทนพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบรมครู เราเองเป็นเพียง แค่คนที่มี
ความปรารถนาดี เป็นสื่อกลางถ่ายทอดปัญญาของพระพุทธเจ้าไปสู่คน
เท่านั้น โดยใช้งานเขียนเป็นสื่อกลาง ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านี้” ...
เจ้าของนามปากกา “ดังตฤณ” กล่าวทิ้งท้ายถึงความรู้สึกที่งานเขียนทำ
ให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจธรรมะมากขึ้น.

'มหาสติปัฏฐานสูตร ฉบับสมบูรณ์'
กับงานเขียนหนังสือแนวธรรมะเล่ม  ล่าสุดของ “ดังตฤณ-ศรันย์ ไมตรี
เวช” คือ  “เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน 2” นั้น ยังมีอีก  ชื่อคือ “มหา
สติปัฏฐานสูตร ฉบับสมบูรณ์”    คือ 2 ชื่อ 2 เล่มนี้จะเป็นเรื่องเดียวกัน
แต่เปลี่ยนที่ชื่อเรื่อง ซึ่งศรันย์ บอกว่า คนที่เขาเคยอ่าน มหาสติปัฏฐาน
สูตร ที่รออยู่ 6 ปี ยังถามหาอยู่ เพราะฉะนั้นกลุ่มคนอ่านนี้จะเป็นกลุ่มที่
บอกว่าเล่มนี้คือ มหาสติปัฏฐานสูตร ฉบับสมบูรณ์   
 
และส่วนตัวได้ทำแจกเป็นธรรมทาน ซึ่งได้รวบรวมชื่อ โรงเรียน และ
เรือนจำทั่วประเทศ  สำหรับโรงเรียนมัธยมฯจะเป็น 2,600 แห่ง เรือนจำ
ประมาณ 1,000 แห่ง อันนี้จะเป็นภายใต้ชื่อ   “มหาสติปัฏฐานสูตร” ซึ่ง
ทั้งโรงเรียนและเรือนจำจะบริจาคในชื่อ “เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน
2” ส่วน “มหาสติปัฏฐานสูตร ฉบับสมบูรณ์” จะนำไปถวายพระ และ
แจกสำหรับคนที่ได้ร่วมบริจาคเงิน  ร่วมทำบุญมา 
 
สำหรับเนื้อหาในหนังสือจะเป็นแบบฮาวทู คือทำอย่างไรถึงจะมีสติแบบ
ไม่เป็นทุกข์ และทำอย่างไรถึงจะมีความสุขอันมหัศจรรย์ ซึ่งจะเป็นหัว
ข้อที่ไม่เฉียดเข้าไปในเรื่องจงมาปฏิบัติธรรม แต่จะอ้างอิงถึงพุทธพจน์
อย่างทำอย่างไรถึงจะมีสติอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้
 
เนื้อหาในหนังสือจะไม่โฆษณาเรื่องการปฏิบัติธรรม เพียงแต่จูงใจว่า
เป็นพุทธพจน์ และเอามาเรียบเรียงด้วยภาษาที่ง่าย คนยุคใหม่ทั่วไป
เข้าใจ และคนทั่วไปสามารถที่จะทำได้จริงด้วย โดยไม่จำเป็นต้องไป
ทำสมาธิ หรือไม่จำเป็นต้องปลีกตัวไปอยู่ที่ไหน
 
“ใช้เวลาเขียนนาน 6 ปี เป็นหนังสือที่ภูมิใจมากที่สุด ทุ่มเทมากที่สุด
และในชีวิตนักเขียนนี้ถือว่าสุดยอดแล้ว ส่วนงานเขียนต่อไปคงจะเป็น
การแตกกิ่งก้านสาขาจากความรู้ ความเข้าใจ ออกมาในรูปแบบงาน
เขียน    เล็ก ๆ” เจ้าของนามปากกา “ดังตฤณ” กล่าว.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล / วิภาพร เปลี่ยนเจริญ : รายงาน
สุรเกตุ พงศ์สถาพร : ภาพ
ที่มา http://www.dailynews.co.th/
Logged
AEDAK
เชียร์ รีดเดอร์
ศาสตราจารย์
***

Popular Vote: 0
Offline Offline

Posts: 3,338



« Reply #1 on: August 08, 2008, 09:40:51 AM »

วันนี้จะไปซื้อมาอ่านเนอะ มีขายใช่ไหม "เสียดาย  คนตายไม่ได้อ่าน"
อยากลองอ่านหนังสือดูบ้างอ่ะ เพราะรู้สึกว่าตอนนี้ทำตัวไร้สาระไปวันวัน  Shocked
Logged
molwatoo
Guest
« Reply #2 on: August 08, 2008, 10:18:14 AM »

ขอบคุณมาก เพื่อน ก.  Wink
ที่ทำให้รู้จัก "ดังตฤณ" ซะที อยากรู้จักมานานแล้ว  Cheesy
Logged
Chanchai & Malee
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 1
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,809



« Reply #3 on: August 08, 2008, 10:53:31 AM »

วันนี้จะไปซื้อมาอ่านเนอะ มีขายใช่ไหม "เสียดาย  คนตายไม่ได้อ่าน"
อยากลองอ่านหนังสือดูบ้างอ่ะ เพราะรู้สึกว่าตอนนี้ทำตัวไร้สาระไปวันวัน  Shocked

เดี๋ยวให้ยืมอ่านนะ ให้เวลาเดือนนึง Cheesy
Logged
AEDAK
เชียร์ รีดเดอร์
ศาสตราจารย์
***

Popular Vote: 0
Offline Offline

Posts: 3,338



« Reply #4 on: August 08, 2008, 02:36:27 PM »

วันนี้จะไปซื้อมาอ่านเนอะ มีขายใช่ไหม "เสียดาย  คนตายไม่ได้อ่าน"
อยากลองอ่านหนังสือดูบ้างอ่ะ เพราะรู้สึกว่าตอนนี้ทำตัวไร้สาระไปวันวัน  Shocked

เดี๋ยวให้ยืมอ่านนะ ให้เวลาเดือนนึง Cheesy
ช้าไปแล้วคับท่านไทยเบฟ ไปซือมาแว๊ววววว ตอนนี้เค้ามีเล่มสองด้วยแต่ก็มิได้นำพา ลองซื้อเล่มหนึ่งมาซึมซับก่อน
Logged
AEDAK
เชียร์ รีดเดอร์
ศาสตราจารย์
***

Popular Vote: 0
Offline Offline

Posts: 3,338



« Reply #5 on: August 08, 2008, 02:58:57 PM »

พี่ไก่ แล้วถ้าอ่านแล้วน้องเอ๋ เปลี๊ยนไป ทำไงอ่ะ  Cheesy
Logged
Schwatz
รองศาสตราจารย์
***

Popular Vote: 1
Offline Offline

Posts: 1,315


All by myself


WWW
« Reply #6 on: August 09, 2008, 01:47:08 PM »

 Grin
Logged
Chanchai & Malee
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 1
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,809



« Reply #7 on: August 13, 2008, 06:36:08 PM »

พี่ไก่ แล้วถ้าอ่านแล้วน้องเอ๋ เปลี๊ยนไป ทำไงอ่ะ  Cheesy

หากเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ก็จะชื่นชมและยินดีด้วยครับ
เช่น  เปลี่ยนจากฮันเดรดไปเรดไปแบล็คหรือSwing เป็นต้น  Cheesy 
Logged
Pages: [1]   Go Up
Print
HuSoNU  |  ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com  |  ห้องรับแขก  |  Topic: มารู้จักคุณ “ดังตฤณ” กัน
Jump to:  





Designed by Holy IT | Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC