HuSo
NU
Welcome,
Guest
. Please
login
or
register
.
1 Hour
1 Day
1 Week
1 Month
Forever
Login with username, password and session length
May 24, 2012, 12:23:46 AM
Home
Search
Calendar
Chat Room
Login
Register
HuSoNU
|
ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com
|
ห้องสมุด HuSoNu
(Moderator:
ปลองทา30
) | Topic:
บทเรียนจากคำว่า "เสียดาย" !
Pages: [
1
]
Go Down
« previous
next »
Author
Topic: บทเรียนจากคำว่า "เสียดาย" ! (Read 315 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
山
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
Popular Vote: 2
Offline
Gender:
Posts: 1,630
เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง
บทเรียนจากคำว่า "เสียดาย" !
«
on:
September 05, 2008, 01:43:17 AM »
บทเรียน จากคำว่า เสียดาย ! ของรุ่นพี่หรือ
“ อดีตมนุษย์เงินเดือน ”
คนที่ทะเลาะกันมองไม่เห็นหรอกว่าตัวเองถูกหรือผิด ?
คนที่ไม่เคยลำบากไม่รู้หรอกว่าความลำบากนั้นเป็นอย่างไร ?
คนที่ไม่เคยตกงานไม่รู้หรอกว่าการได้งานทำนั้นสำคัญแค่ไหน ?
เรื่องบางเรื่องในชีวิตนี้เราอาจจะมีโอกาสทดลองหรือสัมผัสได้มากกว่าหนึ่งครั้ง เรื่องบางเรื่องมีโอกาสได้แก้ตัว แต่เรื่องบางเรื่องในชีวิตนี้จะผ่านมาและเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ไม่มีโอกาสแก้ตัว เพราะเรื่องบางเรื่องต้องอาศัยเวลาเกือบทั้งชีวิตจึงจะรู้ว่าสิ่งที่ผ่านมานั้นถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี และเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งสำหรับคนที่เป็นลูกจ้างหรือมนุษย์เงินเดือนคือประสบการณ์ชีวิตและข้อคิดจากการเป็นลูกจ้าง ข้อคิดหรือบทเรียนส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นเมื่อเวลาล่วงเลยไปแล้ว ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ผิดซ้ำเรื่องเดิมกับคนรุ่นก่อนๆผมจึงอยากสรุปคำว่า เสียดาย ของอดีตมนุษย์เงินเดือน เพื่อฝากเตือนใจมนุษย์เงินเดือนรุ่นใหม่ ให้หลีกเลี่ยง หรือป้องกันดังนี้
เสียดาย! ไม่ตั้งใจทำงานในช่วงแรกของชีวิตการทำงาน
ไม่ว่าจะเป็นอดีตมนุษย์เงินเดือนหรือมนุษย์เงินเดือนรุ่นพี่ๆในปัจจุบัน มักจะรู้สึกเสียดายกับชีวิตการทำงานที่ผ่านมาเนื่องจากช่วงแรกๆของการทำงานไม่ค่อยตั้งใจและทุ่มเทมากนัก เนื่องจากตอนนั้นคิดว่าทำงานแลกกับเงิน ได้เงินน้อยก็ทำน้อย ที่ไหนให้มากก็ขยันขึ้นมาหน่อย คิดอย่างเดียวว่าถ้าขยันทำมาก เจ้านายจะติดใจและใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เราก็เหนื่อยอยู่คนเดียว มารู้ตัวอีกครั้งก็ต่อเมื่อทำงานไปตั้งนานไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเสียที เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้ามาแซงหน้าไปเสียแล้ว ที่สำคัญชีวิตช่วงแรกที่ทำงานมักจะเป็นช่วงที่เราจะรู้สึกว่าทำงานเหนื่อยกว่าตอนเรียน ดังนั้น วัยนี้คนทำงานบางคนก็เริ่มเที่ยว ดื่ม กิน ใช้ชีวิตเปลืองมาก เลิกงานเสร็จเที่ยวต่อจนดึกดื่น เผลอๆ บางวันใส่ชุดเดิมมาทำงาน แล้วจะทำงานดีได้ยังไง กายและใจมาทำงานเพียงครึ่งเดียว เพื่อนบางคนก็มัวแต่ทำงานเพื่อค้นหาตัวเองว่างานที่กำลังทำอยู่นั้นใช่สิ่งที่ต้องการหรือไม่ บางคนก็ทำงานเพื่อรอโอกาสหางานใหม่ สุดท้ายชีวิตการทำงานในช่วงแรกๆ แทนที่จะมีเส้นการเรียนรู้ที่สูงขึ้น กลับกลายเป็นเส้นที่แบนราบ อายุงานผ่านไปแต่อายุใจที่มีต่องานยังอยู่เท่าเดิม
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากจะตั้งใจและขยันทำงานตั้งแต่ปีแรกที่ทำงาน และจะกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ เพราะตอนนี้ผลกรรมเริ่มสนองให้เห็นแล้วว่าการใช้ชีวิตแบบประมาทนั้นส่งผลต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว
เสียดาย! ที่เปลี่ยนงานมากไปหน่อย
ถ้าดูประวัติมนุษย์เงินเดือน บางคนจะเห็นว่าเปลี่ยนงานทุกปี ปีละครั้งสองครั้ง ตอนที่เปลี่ยนงานก็มีเหตุผลมาสนับสนุนมากมาย เช่น เงินเดือนสูงกว่า อยู่ใกล้บ้าน งานใหม่ท้าทายกว่า เป็นต้น แต่เมื่อมาถามตอนนี้ว่าผลการเปลี่ยนงานบ่อยในอดีตนั้นดีหรือไม่ คำตอบที่ได้ก็มีทั้งดีและไม่ดี แต่หลายคนตอบว่าถ้าพิจารณาถึงผลระยะยาวแล้วอาจจะไม่เป็นผลดีนัก เพราะประสบการณ์ในแต่ละที่นั้นน้อยเกินไป
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากจะทำงานในแต่ละที่ไม่น้อยกว่า 3 ปี เพราะน่าจะเป็นเวลาที่เราได้ครบทั้งการเรียนรู้ ( Learn ) การทำงาน ( Perform ) และการพัฒนาปรับปรุงงาน ( Improve ) แต่ทั้งนี้อาจจะต้องขึ้นอยู่กับช่วงชีวิตเพราะบางช่วงอาจจะเปลี่ยนบ่อยเพราะตลาดกำลังโต ชีวิตกำลังรุ่ง แต่บางช่วงอาจต้องหยุดพักหายใจและสั่งสมประสบการณ์ ก่อนที่จะไต่ระดับขึ้นสู่ที่สูงขึ้น
เสียดาย! ที่ไม่ได้ศึกษาต่อ
ความเสียดายข้อนี้ผมเชื่อว่าเกินครึ่งของมนุษย์เงินเดือนที่มีความรู้สึกแบบนี้ เพราะตอนเข้ามาทำงานแรกๆ เกือบทุกคนมักจะคิดว่าจะหาเวลาไปศึกษาต่อ รอเก็บเงินค่าเทอมไปสักพักก่อนและรอให้ทำงานเข้าที่ก่อน แต่ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างทำให้มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่พลาดเป้าหมายนี้ไป เช่น งานยุ่งไม่มีเวลาเรียน พอจะเรียนก็เปลี่ยนงาน ไม่มีเงินค่าเทอม ขี้เกียจอ่านหนังสือ ใจอยากเรียนแต่ไม่เคยแม้แต่จะลงมือทำอะไรเลย บางคนลองไปเรียนแล้วแต่ไปไม่รอดเพราะแบ่งเวลาไม่เป็น อดีตมนุษย์เงินเดือนหลายคนคิดย้อนกลับไปว่าถ้าตอนนั้นเรียนต่อในระดับนั้นระดับนี้ ป่านนี้คงจะประสบความสำเร็จไปมากกว่านี้แน่นอน เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่งมีโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิต คุณสมบัติครบทุกอย่าง ขาดอย่างเดียวคือวุฒิการศึกษาไม่ถึง เลยเสียโอกาสที่สำคัญในชีวิตการทำงานไป มาถึงตอนนี้ก็แก่เกินเรียนไปแล้ว ยิ่งออกมาทำธุรกิจส่วนตัวถึงแม้จะมีเวลามากขึ้น แต่กำลังใจน้อยลง แรงใจมีน้อยลง และไม่รู้จะเรียนไปทำไม เพราะงานธุรกิจส่วนตัวที่ทำอยู่ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษาสูงๆ ก็ได้
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คิดว่าจะต้องตัดสินใจเรียนตั้งแต่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ สักปีสองปี จะยอมอดทนไปสักระยะหนึ่ง และจะเรียนให้จบก่อนที่จะเปลี่ยนงานใหม่หรือมีครอบครัว
เสียดาย! ที่ใช้เงินไม่รู้จักคิด
มนุษย์เงินเดือนสมัยนี้ ยังไม่ถึงกลางเดือนก็ต้องเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่เฉยๆแล้ว เพราะว่าได้ใช้เงินในอนาคตไปหมดเสียตั้งแต่ต้นเดือน ด้วยค่านิยมการใช้จ่ายที่เปลี่ยนไป หลงเชื่อในบัตรเครดิต บัตรเงินผ่อนต่างๆที่ต่างออกมาหลอกล่อให้เราจับจ่ายใช้สอย จนบางครั้งก็เกินตัวและเกินพอดี มารู้ตัวอีกทีทำงานมาเกือบ10ปีตัวเลขในธนาคารยังอยู่หลักพันไม่ขยับสักที อยากได้อะไรก็ซื้อ ซื้อของฟุ่มเฟือยด้วยความหน้าใหญ่ในตอนหนุ่มสาว มารู้ตัวอีกทีเห็นเพื่อนฝูงในวัยเดียวกันเริ่มทำงานพร้อมกันแต่เก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้แล้วในขณะที่เรายังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หรือกำลังเป็นหนี้หัวโตอยู่ ด้วยคิดแค่เพียงว่าไว้พรุ่งนี้ค่อยเก็บก็ได้ เดือนหน้าก็ได้ ไว้รอโบนัสออกก่อนก็ได้ แล้ววันนั้นก็ไม่เคยมาถึงสักที
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากจะเริ่มเก็บเงินตั้งแต่เดือนแรกของการทำงาน ทำบัญชีใช้จ่าย กันเงินไว้ออมก่อนเสมอที่เหลือค่อยเก็บไว้ใช้จ่าย ไม่ใช่ใช้ก่อนเหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บ เพราะถ้าเราเก็บเงินเดือนละ 5000 บาททุกเดิอน ป่านนี้เราคงมีเงินอย่างน้อยๆ 600000 บาทนอนอยู่ในธนาคารแล้วล่ะ
เสียดาย! ที่มัวแต่ทะเลาะกับเจ้านายและเพื่อนร่วมงาน
มนุษย์เงินเดือนหลายคนเสียเวลาไปกับปัญหาคนเยอะมาก ทั้งปัญหาหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน บางคนก็มีปัญหากับลูกน้องอีก วันๆ เสียเวลาของสมองไปกับการคิดถึงปัญหาคนอื่น ตอนที่เป็นลูกจ้างเรามักจะคิดว่าปัญหาทะเลาะกับคนทำงานเป็นปัญหาใหญ่ เลยใช้เวลากับมันมาก เครียดกับมันมาก จนแทบไม่มีเวลาไปพัฒนาหรือปรับปรุงงานของตนเองเลย ตอนนั้นลืมไปว่า จริงๆแล้วไม่มีใครทำงานอยู่กับเราไปตลอดชีวิตและเราเองก็ไม่ได้ทำงานอยู่กับคนที่เราไม่ชอบไปตลอดชีวิตเช่นกัน แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดแบบนี้ คิดอย่างเดียวว่าวันนี้เรากับเขาจะมีปัญหากันเรื่องอะไรอีก คิดว่าเรื่องมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วใครเป็นคนผิด สุดท้ายแล้วเราก็จะจมอยู่กับปัญหาคนที่บางครั้งเคยหนีจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งแล้ว ปัญหาคนเก่าหายไป แต่...ปัญหาคนใหม่ก็เกิดขึ้น
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากจะคิดเสียว่าปัญหาคนเหมือนกับปัญหารถชนกันบนถนนที่เราไม่ต้องไปสนใจให้มากนัก แต่เราควรจะสนใจว่าเส้นทางที่เรากำลังจะเดินไปนั้นอยู่อีกไกลไหม เรามีเวลาเหลืออีกนานไหม ต้องคิดว่าไม่มีใครทำงานไปกับเราตลอดชีวิตและเราเองก็ไม่ได้ทำงานอยู่กับใครไปตลอดชีวิตเช่นกัน และคิดว่าถ้าเรารับปัญหาคนอื่นไม่ได้ เราคงจะก้าวขึ้นไปในตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นไปไม่ได้ เพราะยิ่งสูงปัญหาคนยิ่งมากและซับซ้อนมากขึ้น
เสียดาย! ที่แต่งงานเร็วไปหน่อย
มนุษย์เงินเดือนหลายคนเสียโอกาสในความก้าวหน้าในอาชีพไปเพราะรีบเป็นฝั่งเป็นฝาเร็วเกินไป คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว หาเงินได้เองแล้ว ปกครองและดูแลตัวเองได้แล้ว ก็เริ่มคิดที่เอาคนอื่นมาดูแลเพิ่มเติม (ทั้งๆที่ยังไม่ทันได้ดูแลพ่อแม่ที่ส่งเสียให้เรียนมาจนจบ ) เมื่อชีวิตแต่งงานเข้ามาเร็ว ชีวิตครอบครัวเข้ามาเร็ว ปัญหาประจำตำแหน่งชีวิตคู่ก็เข้ามาเร็ว ทั้งๆที่อายุงานและประสบการณ์ชีวิตในหน้าที่การงานยังน้อยอยู่ ทำให้ปัญหาครอบครัวเริ่มมาเป็นตัวถ่วงในเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพ เพราะไหนจะต้องให้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เวลาที่จะทุ่มเทกับงานน้อยลง ถ้าใครยังทุ่มเทกับงานมากอยู่อีกก็จะทำให้เกิดปัญหาครอบครัว เงินเก็บที่ยังไม่เต็มที่ก็ต้องควักออกมาใช้ เพราะมีลูกทั้งๆที่ยังไม่พร้อมในหลายๆ ด้าน คิดง่ายๆ ว่าในช่วงเวลาเดียวกันเพื่อนเราที่ยังไม่แต่งงานเขามีเวลาทุ่มเทกับการทำงานเพื่อปีนป่ายขึ้นไปสู่จุดหมายแห่งความสำเร็จ ในขณะที่เราต้องปีนป่ายเหมือนกันกับเขา แต่เราต้องกระเตงคู่สามีหรือภรรยาและลูกไปด้วย นึกดูเอาเองก็แล้วกันนะครับว่าใครจะปีนไปได้สูงและไกลกว่ากัน
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากจะทำงานก่อนสักระยะหนึ่ง อย่างน้อยก็ได้มีโอกาสเลื่อนตำแหน่งงานบ้าง มีเงินเก็บสักก้อนหนึ่ง หรืออาจจะมีประสบการณ์ในการทำงานที่เพียงพอต่อการหางานใหม่ที่มีตำแหน่งที่สูงกว่าก่อน จึงคิดจะแต่งงาน
เสียดาย! ที่ไม่ตั้งใจเรียนภาษาต่างประเทศ
“ เสียดายภาษอังกฤษไม่ดี “ เป็นคำพูดที่มักจะได้ยินจากอดีตมนุษย์เงินเดือนที่ไปสัมภาษณ์งานมาใหม่ๆ ที่มักจะรู้สึกเสียดายบริษัทฝรั่งที่เสนอเงินเดือนให้สูงๆ แต่ติดที่ภาษาอังกฤษไม่กระดิกเลย และทำงานแต่บริษัทคนไทยจึงไม่มีโอกาสได้ใช้ภาษาอังกฤษเลย บางคนจะหันมาเอาดีในการเรียนภาษาก็ต่อเมื่อบินสูงแล้ว ซึ่งพัฒนาได้ยากเพราะว่ามีเวลาน้อยและภารกิจทั้งเรื่องงานและครอบครัวที่เพิ่มมากขึ้น
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะเรียนภาษาโดยเฉพาะภาษาอังกฤษตั้งแต่เริ่มทำงานและจะเลือกทำงานกับบริษัทต่างชาติตั้งแต่ต้น หรือไม่ก็อาจหาเงินไปเรียนต่อต่างประเทศ
เสียดาย! ที่หาตัวเองเจอช้าไปหน่อย
มนุษย์เงินเดือนบางคนทำงานมาเป็นสิบปีแล้ว ยังหาตัวเองไม่เจอเลยว่าเป้าหมายชีวิตของตัวเองคืออะไร จะทำงานเป็นลูกจ้างไปเรื่อยๆ จนเกษียณหรือจะออกไปทำอาชีพอิสระ ขนาดถามว่างานที่ชอบหรืออยากทำคืองานอะไร ยังตอบไม่ได้เลย อย่างนี้จะก้าวหน้าในอาชีพการงานได้อย่างไร พูดง่ายๆ คืออดีตมนุษย์เงินเดือนหลายคนทำงานเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง วันๆก็ตื่นขึ้นมาไปทำงาน เสร็จงานกลับบ้าน วันหยุดก็อยู่บ้าน รูปแบบชีวิตเหมือนเดิมเป็นสิบปี มารู้ตัวอีกทีก็ช้าไปเสียแล้ว เพื่อนๆ ในรุ่นเดียวกันไปไหนต่อไหนจนมองไม่เห็นหลังกันแล้ว
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากจะวางแผนชีวิตตัวเองตั้งแต่เริ่มทำงานว่าอีกกี่ปีจะเป็นอะไร จะทำอะไร จะต้องได้อะไร และแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปีควรจะทำอะไรบ้าง อย่างไร
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เงินเดือนควรจะเชื่อและเอาแบบอย่าง แต่ก็ไม่อยากให้มนุษย์เงินเดือนมองข้ามคำว่า
เสียดาย! ของมนุษย์เงินเดือนรุ่นพี่ๆ อย่างน้อยก็น่าจะนำไปเป็นคำถาม ถามตัวเองว่า เราอยากจะรู้สึกเสียดายในเรื่องนั้นเรื่องนี้เหมือนรุ่นพี่ๆ หรือไม่ ถ้าไม่ เราควรจะทำอย่างไรตั้งแต่วันนี้
ที่มา: Fwd: mail
Logged
เสริม
Administrator
ศาสตราจารย์
Popular Vote: 3
Offline
Gender:
Posts: 9,631
Re: บทเรียนจากคำว่า "เสียดาย" !
«
Reply #1 on:
September 05, 2008, 11:50:09 AM »
ดีมากครับ
Logged
Pages: [
1
]
Go Up
HuSoNU
|
ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com
|
ห้องสมุด HuSoNu
(Moderator:
ปลองทา30
) | Topic:
บทเรียนจากคำว่า "เสียดาย" !
« previous
next »
Jump to:
Please select a destination:
-----------------------------
ตึกคณะมนุษยศาสตร์
-----------------------------
=> ห้องพักครู
===> สำนึกพระคุณ ครูบา อาจารย์
===> รศ.พูนพงษ์ งามเกษม
===> รศ.พิเศษ คริสโตเฟอร์ แอล คอนลี
===> อาจารย์ เยาวเรศ หวังตระกูลดี
===> อาจารย์ อ้อม ฐิติรัตน์ สุวรรณสม
===> อาจารย์ สุวพรรณ ครุฑเมือง
===> ผศ.พรนิภา เพิ่มไทย
===> รศ.ศรีวัย วรรณประเสริฐ
===> รศ.มลิวัลย์ ภักดิ์ประไพ
===> รศ.นุชนาฎ ดีเจริญ
===> รศ.สมศรี อิงคนินันท์
===> Assoc.Prof.Dr.Mary Sarawit
===> ดร.ทำรงลักษณ์ เอื้อนครินทร์
===> รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ สยะนานนท์
===> ศ.ดร.พนัสและผศ.วิลาศ หันนาคินทร์
===> ผศ.นันทวัน ชุมตันติ
===> ผศ.อารีรักษ์ มีแจ้ง
===> รศ.ดร.ครรชิต ทะกอง
-----------------------------
ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com
-----------------------------
=> ห้องรับแขก
=> ห้องกิจกรรม
=> ท่องไปในโลกกว้าง
=> ห้องสมุด HuSoNu
-----------------------------
การงาน การเงิน การคลัง
-----------------------------
=> รุ่นพี่ชี้ทางน้อง
===> ห้องสู้งานหนัก
===> ห้องทุนการศึกษา & วิจัย
===> ห้องสมุดงาน
=> ซื้อ ขาย แลก เปลี่ยน โฆษณาประชาสัมพันธ์
-----------------------------
ทำเนียบรุ่น
-----------------------------
=> ห้องรายงานตัวสู่ทำเนียบรุ่น
Designed by Holy IT
|
Powered by SMF 1.1.11
|
SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC