Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
February 05, 2012, 11:22:38 AM
 
Alternative Banner: Flash player 8 + JavaScript support are required
 
 
HuSoNU  |  ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com  |  ห้องรับแขก  |  Topic: เย็นศิระเพราะพระบริบาล
Pages: [1] 2 3 ... 6   Go Down
Print
Author Topic: เย็นศิระเพราะพระบริบาล  (Read 4488 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« on: October 18, 2008, 02:30:29 PM »

เย็นศิระเพราะพระบริบาร

เมื่อคืนได้มีโอกาสไปทานข้าวกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ นักเรียนเก่าญี่ปุ่น
และเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่มาเมืองไทย  ก็สนุกสนานกันไปตามระเบียบครับ
ได้พบปะพูดคุยกัน
 
เพื่อนชาวญี่ปุ่นคนนี้ เขาสนใจเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) ก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กัน
 
เพื่อนชาวญี่ปุ่นพูดกับผมว่า คุณโชคดีมากที่ได้มาเกิดเป็นคนไทย
อยู่บนผืนแผ่นดินไทยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงห่วงใยราษฏรได้ถึงเพียงนี้
ผมก็ได้แต่ยิ้มรับด้วยความภาคภูมิใจครับ

จากการที่ได้คุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นเมื่อวานนี้ 
ทำให้ผมรู้สึกว่า มีเรื่องราวอีกมากมายที่ผมในฐานะของคนไทยคนหนึ่ง
ยังไม่รู้ว่าในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ทรงทำเพื่อพสกนิกรชาวไทย
เช่น โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จนถึงปัจจุบันนี้ มีจำนวนกว่า 3,000 โครงการ เป็นต้น 

ผมเลยเปิดกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล

ถ้าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ท่านใด มีข้อมูลหรือประสบการณ์ตรง
รบกวนมาเล่าให้ฟังกันบ้างนะครับ
Logged
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #1 on: October 18, 2008, 03:48:20 PM »

โครงการสาธิตการเลี้ยงปลาในเขตศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา

ความเป็นมาของโครงการ

โครงการสาธิตการเลี้ยงในศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน
นับเป็นโครงการอันดับต้นๆ ที่มีขึ้นพร้อมกับ
การจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน
เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2522
เป็นศูนย์ตัวอย่างรวมการพัฒนาด้านเกษตรกรรมที่สมบูรณ์แบบ
ทั้งด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ ฟื้นฟูสภาพป่า
การพัฒนาดิน วางแผนปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์
มีพื้นที่ดำเนินการจำนวน 1,895 ไร่
ประกอบด้วย พื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ฯ จำนวน 1,240 ไร่
และพื้นที่โครงการส่วนพระองค์เขาหินซ้อนฯ จำนวน 655 ไร่

     
วัตถุประสงค์
     
     1. เพื่อส่งเสริมเกษตรกรด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้เสริม
     2. เพื่อเป็นแหล่งศึกษาวิชาการด้านการประมง
     3. เพื่อเป็นแหล่งฝึกอบรมให้ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร
     4. เพื่อเป็นแหล่งผลิตพันธุ์สัตว์น้ำ สำหรับแจกจ่ายให้เกษตรกรและนำไปปล่อยสู่แม่น้ำในพื้นที่โครงการฯ
     5. เพื่อเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้และพักผ่อนหย่อนใจแก่ประชาชน
     

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำริ
โดยพระราชทานแนวทางการพัฒนาไว้ คือ

พัฒนาศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ให้เป็นศูนย์ตัวอย่างรวม
การพัฒนาด้านเกษตรกรรมที่สมบูรณ์แบบ ทั้งด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ
ฟื้นฟูสภาพป่า การพัฒนาดิน วางแผนปลูกพืช และเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกร
และผู้สนใจสามารถเข้ามาศึกษา ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม
และนำไปปฏิบัติตามได้ เพื่อพัฒนาอาชีพและพื้นที่ทำกินของตน
ให้เพิ่มผลผลิต มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น พร้อมทั้งส่งเสริมศิลปาชีพ
หัตถกรรมพื้นบ้านเป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้จากอาชีพหลักอีกทางหนึ่ง

พัฒนาพื้นที่ราษฎรรอบศูนย์ฯ บริเวณลุ่มน้ำโจนให้มีความเจริญขึ้น
เป็นตัวอย่างแก่การพัฒนาพื้นที่อื่นๆ ต่อไป
ให้นำวิธีการที่ได้ผลมาแล้วถูกต้อง ประหยัด และเกิดประโยชน์สูงสุด
มาดำเนินการ นับแต่เริ่มตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มา
ได้มีราษฎรที่มีจิตศรัทธาน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินเพิ่มเติมอีก จำนวน 497 ไร่
ผนวกกับที่ดินบริเวณสวนรุกขชาติและสวนพฤกษศาสตร์
รวมเป็นเนื้อที่ทั้งหมดของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จำนวน 1,240 ไร่เศษ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานพื้นที่ส่วนพระองค์
ที่ติดกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ประมาณ 655 ไร่
ให้เป็นพื้นที่ทำการศึกษาวิจัย และทดสอบทางด้านการเกษตรกรรม
เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแน่นอนขึ้น เป็นการสนับสนุนศูนย์ศึกษา
การพัฒนาเขาหินซ้อนฯ อีกด้านหนึ่งด้วย

Credit:  http://www.fisheries.go.th/royal1/royal_project.php
Logged
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #2 on: October 18, 2008, 03:49:52 PM »

เปิดสอนควาย หลักสูตรไถนา นำร่องสระแก้ว

สระแก้ว เตรียมรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
วางศิลาฤกษ์อาคารอำนวยการโรงเรียนสอนควายไถนา 'กาสรกสิวิทย์' แห่งแรกของไทย
วันที่ 28 มกราคมนี้

นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว
กล่าวว่า เมื่อคราวที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงตรวจเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนใน จ.สระแก้ว
แล้วมีผู้ใจบุญถวายที่ดินบริเวณบ้านศาลาลำดวน อ.เมือง จ.สระแก้ว จำนวน 100 ไร่
ซึ่งพระองค์ท่านมีพระราชดำริให้สร้างเป็นโรงเรียนกาสรกสิวิทย์
หรือโรงเรียนสำหรับสอนควายให้ไถ่นา โดยให้มูลนิธิชัยพัฒนาประสานกับ จ.สระแก้ว
ในการก่อสร้าง โดยในวันที่ 28 มกราคมนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯ
ไปทรงวางศิลาฤกษ์อาคารอำนวยการ พร้อมทั้งทอดพระเนตรกระบือรุ่นแรกฝึกไถ่นา
นอกจากนี้พระองค์ท่านยังทรงไถนาโดยใช้กระบือในแปลงนาตัวอย่าง

ผู้ว่าฯ สระแก้ว กล่าวต่อว่า ผลกระทบจากน้ำมันที่ราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทำให้ต้องหันมาดูวิถีชีวิตของคนไทยแบบเก่าที่พึ่งพาตัวเอง โดยเฉพาะการเลี้ยงวัวควายไว้ไถนา
แต่ปัจจุบันกำลังจะหมดไป จึงเป็นที่มาของการก่อสร้างโรงเรียนสอนคนและควายสำหรับไถนา
ซึ่งคำว่า 'กาสร' แปลว่า ควาย กสิวิทย์ หมายความว่า ความรู้สำหรับการกสิกรรม
ซึ่งถือว่าเป็นแห่งแรกของประเทศไทย
 
Credit:  http://www.komchadluek.net/2008/01/17/b001_185880.php?news_id=185880

Logged
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #3 on: October 18, 2008, 03:51:49 PM »

อ่านข้อมูลเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) ได้จากเว็บนี้

http://www.sufficiencyeconomy.org/
Logged
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #4 on: October 18, 2008, 03:58:03 PM »

โครงการเพาะเลี้ยงกบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงใหม่

ความเป็นมาของโครงการ

กบเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ซึ่งมีการแพร่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค
ของประเทศไทย โดยจะมีความสัมพันธ์กับชีวิตราษฎรไทยทั้งทางตรง
และทางอ้อม เนื่องจากสภาวะแวดล้อมธรรมชาติได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
สืบเนื่องจากต้นน้ำลำธารถูกทำลายไปทำให้ความชื้นในธรรมชาติลดลง
และแหล่งหลบซ่อนอาศัยหรือแหล่งเพาะพันธุ์ตามธรรมชาติลดลงตามไป
ด้วย อีกทั้งการใช้ยาปราบศัตรูพืช และยาปราบวัชพืชของเกษตรกรไทย
ไม่ถูกต้อง ทำให้กบในธรรมชาติถูกทำลายลง ซึ่งเป็นการตัดวงจรตัวห้ำ
ซึ่งใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยธรรมชาติ ทำให้มีผลกระทบโดยตรง
ต่อการเกษตร ดังนั้นการผลิตพันธุ์กบและเขียด
เพื่อปล่อยลงในแหล่งอาศัยตามธรรมชาติ นอกจากจะเป็นการอนุรักษ์
โดยตรงแล้ว ยังช่วยควบคุมแมลงตามธรรมชาติให้เข้าสู่ภาวะสมดุล
ตามธรรมชาติ ซึ่งจะให้ผลดีทางอ้อมแก่เกษตรกร
ผู้ปลูกพืชสวนและพืชไร่ ตลอดจนการเพาะพันธุ์กบภูเขา
เพื่อปล่อยตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ เพื่อเพิ่มปริมาณของกบภูเขา
เช่น กบเปอะ กบจุก ซึ่งปัจจุบันพบเห็นได้น้อยมากตามธรรมชาติทั่วไป
ซึ่งกรมประมงสามารถเพาะพันธุ์ได้เป็นผลสำเร็จ และนำไปปล่อยคืนธรรมชาติ
โดยเป้าหมายเพื่อให้เกิดความสมดุลในธรรมชาติ
และสามารถเป็นอาหารโปรตีนให้แก่ราษฎรไว้บริโภคต่อไป


วัตถุประสงค์

1. เพื่อเพิ่มผลผลิตกบในแหล่งน้ำธรรมชาติและอนุรักษ์มิให้สูญพันธุ์
2. เพื่อเป็นการเพิ่มอาหารโปรตีนและเสริมรายได้ให้ราษฎรในพื้นที่
     

พระราชดำริ

ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนิน
เยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคเหนือ ระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2538 นั้น
ทรงทราบว่าในหลายพื้นที่สัตว์ประเภทกบในธรรมชาติ
ได้ลดจำนวนจนแทบไม่พบเห็น จึงมีพระกระแสรับสั่ง
ความว่า “...ควรดำเนินการสาธิตและส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ประเภทกบ
เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและเป็นอาหารโปรตีนให้แก่ราษฎรต่อไป...”

Credit:  http://www.fisheries.go.th/royal1/royal_project.php
Logged
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #5 on: October 18, 2008, 04:11:39 PM »

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.มุกดาหาร

ความเป็นมาของโครงการ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดช
ทรงมีความห่วงใยในชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร
พื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบน อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร
ได้พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2537
กับพลเอกเทียนชัย จั่นมุกดา รองสมุหราชองครักษ์
ณ ศาลาดุสิตาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เกี่ยวกับงานชลประทาน
เพื่อช่วยเหลือการเพาะปลูกและเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร
ควรร่วมมือกันดำเนินการให้เกิดการจัดการในรูปแบบเดียวกัน
กับสหกรณ์การเกษตร หุบกระพง ตำบลเขาใหญ่
อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบน
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัด มุกดาหาร
มีพื้นที่ทั้งสิ้น 184,000 ไร่ พื้นที่อำเภอดงหลวง ครอบคลุมตำบลกกตูม
จำนวน 11 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านนาโคกกุง หมู่ที่3 บ้านสานแว้ หมู่ที่ 4
บ้านคำผักกูด หมู่ที่ 6 บ้านแก่งนาง หมู่ที่ 7,11 และ13
บ้านนาหินกอง หมู่ที่ 8 บ้านปากช่อง หมู่ที่ 9 บ้านศรีถาวรพนา
และชุมชนฟ้าประทาน หมูที่ 12 และหมูที่ 13 บ้านทรายทอง หมู่ที่ 15
รวม 102,000 ไร่ พื้นที่อำเภอคำชะอี ครอบคลุมตำบลบ้านค้อ
จำนวน 4 หมู้บ้าน คือ บ้านตาเปาะ หมู่ที่ 8
และบ้านโนนสมบูรณ์ชุมชนคำเบิ่มบ่าม หมูที่ 9
บ้านด่านช้าง หมู่ที่ 10 รวม 82,000ไร่
 

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเพิ่มผลผลิตการประมงในแหล่งน้ำ
2. เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงปลาในโรงเรียน
3. สนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงปลาแบบผสมผสานและการเลี้ยงปลาในนาข้าว
4. ฝึกอบรมด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกร


พระราชดำริ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2538

“...ให้พิจารณาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบน
อันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง.”
สำนักงานคณะกรรมการ ฯ (กปร.) น้อมรับกระแสพระราชดำริดังกล่าว มาปฏิบัติ
และได้วางแผนจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบน
เพื่อการพัฒนาอาชีพของราษฎรและการส่งเสริมศิลปาชีพ
และมีพระราชกระแสรับสั่ง ให้กรมประมงพิจารณาแนวทางส่งเสริม
การเลี้ยงปลาแก่เกษตรกร ให้สอดคล้องกับการวางระบบไร่นาสวนผสม
ของกิจกรรมด้านการปลูกพืช รวมทั้งการเพิ่มผลผลิตปลาในแหล่งน้ำ
สาธารณะและอ่างเก็บน้ำที่กำลังก่อสร้าง

Credit:  http://www.fisheries.go.th/royal1/royal_project.php
Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #6 on: October 18, 2008, 09:19:45 PM »

ปฐมบทการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในทุกภูมิภาค
ตั้งแต่ครั้งเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติ
ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 เป็นต้นมานั้น
เริ่มต้นเมื่อภายหลังจากเสด็จราชดำเนินนิวัตสู่กรุงเทพมหานคร
ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2494 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงตั้งพระราชปณิธานที่จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎร
ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร ด้วยมีพระราชประสงค์ที่สำคัญคือ

ประการแรก  เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์ในท้องถิ่นต่างๆ ทุกท้องถิ่น
จักได้มีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างทั่วถึง
แม้การคมนาคมในระยะต้นรัชกาลนั้น ถนนหนทางยังไม่สะดวกสบาย
เฉกเช่นทุกวันนี้ มีแต่ทางสัญจรที่ทุรกันดาร
ลำบากยากเย็นในการเดินทางแต่ละคราวเป็นอย่างยิ่ง

การเสด็จพระราชดำเนิน ในระยะแรกแต่ละครั้งเป็นการเสด็จทั่วทั้งภาค
โดยขบวนรถไฟพระที่นั่งบ้าง ขบวนรถยนต์พระที่นั่งบ้าง บางคราว
แล้วแต่ความสะดวกในเส้นทางคมนาคมระหว่างจังหวัด
รวมทั้งสถานที่ประทับแรมที่เอื้ออำนวยต่อคณะผู้ตามเสด็จฯ ด้วย

ประการที่สอง  เพื่อจักได้ทราบทุกข์ร้อนลำเค็ญของมวลพสกนิกร
ทั้งหลายว่า มีความเป็นอยู่เฉกเช่นไร
ดังนั้น ถ้าหากเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินผ่านที่ว่าการอำเภอ
หรือชุมชนในจังหวัดใด ก็โปรดให้ประชาชนเข้าเฝ้า
ทูลอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิด และมักทรงมีพระราชปฏิสันถาร
ไต่ถามถึงการทำมาหากิน และโรคภัยไข้เจ็บที่เบียดเบียนอยู่เนืองๆ
ด้วยการข้างต้นดังกล่าว ส่งผลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงรับทราบถึงทุกข์ยากของเหล่าพสกนิกรทั้งมวลด้วยพระองค์เอง
ว่า ในแต่ละท้องที่ที่ทรงผ่านนั้น มีปัญหาความเดือดร้อนเช่นไร
ที่เข้ามาแผ้วพานราษฎรของพระองค์

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายครั้งในทุกปีมิได้ขาด
กล่าวคือ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศล
ณ พระอารามต่างๆ ตลอดจนการเสด็จพระราชดำเนิน
สักการะปูชนียสถานตามชนบทในท้องถิ่นต่างๆ
ซึ่งในเวลาเดียวกันก็ทรงหาโอกาสเยี่ยมเยียนประชาชน
อย่างทั่วถึงอีกด้วย

การเสด็จพระราชดำเนินไปในแต่ละพื้นที่ของประเทศนี่เอง
ที่ทรงพบว่าในแต่ละพื้นที่มีปัญหาแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม
มีปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นตัวแปรที่สำคัญ
การนี้เอง คือปัจจัยหนึ่งอันเป็นที่มาแห่งการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนา
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของมวลพสกนิกร
แต่ละท้องที่เพื่อให้ได้แก้ไขปัญหาตรงจุด หรือใกล้เคียง
กับสภาพความเป็นจริงที่สุดนั้น พบได้จากรพระราชกระแสดังความว่า

"...วัตถุประสงค์ของการตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาก็คือ การพัฒนาที่ทำกิน
ของราษฎรให้มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น โดยการพัฒนาที่ดิน
พัฒนาแหล่งน้ำ ตลอดจนฟื้นฟูป่า และใช้หลักวิชาการเกษตร
ในการวางแผนการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ โดยใช้เงินจากการบริจาค
จากผู้มีจิตศรัทธาเป็นทุนในการพัฒนา ซึ่งศูนย์ศึกษาการพัฒนา
จะเป็นฟาร์มตัวอย่างที่เกษตรกรทั่วไป และเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนา
สามารถเยี่ยมชม ชมการสาธิตเกี่ยวกับการเกษตรกรรม
เพื่อเป็นการศึกษาหาความรู้ นอกจากนั้น ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง
การพัฒนาพื้นที่รอบๆ บริเวณโครงการให้มีความเจริญขึ้น
เมื่อราษฎรเริ่มมีสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น ก็อาจพิจารณา
จัดตั้งโรงสีข้าวสำหรับหมู่บ้านแต่ละกลุ่ม
ตลอดจนตั้งธนาคารข้าวของแต่ละหมู่บ้าน
เพื่อฝึกให้รู้จักพึ่งตนเองได้ในที่สุด..."
Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #7 on: October 18, 2008, 09:23:11 PM »

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานข้อเท็จจริงเบื้องต้น
ซึ่งสมควรจารึกไว้ในเชิงประวัติศาสตร์ของศูนย์ศึกษาการพัฒนา
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดังนี้

1. ในเรื่องชื่อของศูนย์ศึกษาทั้ง 6 แห่ง มีพระราชาธิบายว่า
          "...ที่ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนานี้มิได้ตั้งชื่อก่อน ได้ตั้งศูนย์ก่อน
ถึงได้ให้ชื่อว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนา ซึ่งหมายความว่าได้ตั้งกิจกรรม
และได้ตั้งชื่อ ซึ่งจะชี้ว่า ศูนย์หรือกิจการนี้ทำอะไร..."
          "...ชื่อของกิจการก็ชื่อเพียงว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนา
ซึ่งหมายความว่าเป็นศูนย์หรือเป็นแห่งหนึ่งที่รวมการศึกษา
เพื่อดูว่าทำอย่างไรจะพัฒนาได้ผล..."

2. พระราชทานรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะงานเฉพาะ
ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาว่า   

          "...เรื่องคำว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น
 คำนี้ทำให้เข้าใจว่าเป็นการศึกษาการพัฒนาที่เป็นเรื่องของพระราชดำริ
ซึ่งไม่ใช่อย่างนั้น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ หมายความว่า ทั้งอันนี้
เป็นศูนย์ศึกษา ทั้งอันนี้เป็นพระราชดำริ แล้วที่ดำเนินงานก็ดำเนินงาน
ตามที่มีพระราชดำริ..."   

3. วิธีการทำงานด้านการพัฒนาที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนา
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีความหมายต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ
 ทรงให้ข้อแนะนำว่า   

          "...ศูนย์ศึกษาการพัฒนานั้นแม้จะมีการปลูกข้าว ก็อาจปลูกข้าว
ในลักษณะต่างกัน หรือดูว่าในภูมิประเทศอย่างนี้เราจะปลูกอย่างไร
อาจไม่ถูกหลักวิชาก็ไได้ แต่ว่าชาวบ้านเขาทำอย่างนั้น เขาได้ทดลองบ้าง
หรือว่าถ้าปลูกข้าวไม่เกิดประโยชน์ก็ลองแก้ไขโดยใช้วิชาอื่นบ้าง
จะเป็นชลประทานก็ได้ หรือด้านพัฒนาที่ดิน หรือด้านวิชาการเกษตร
มาประยุกต์ เพื่อที่จะได้ผลมากขึ้น รวมทั้งต่อจากปลูกแล้วทำอย่างไร
เก็บเกี่ยวอย่างไร หรือสีอย่างไร ขายอย่างไร คือหมายความว่าให้สามารถ
ที่จะแก้ปัญาาทั้งต้นทางทั้งปลายทาง..."   

4. หากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เกิดปัญหาขัดข้องระหว่างการทำงานเกิดขึ้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
พระราชทานแนวทางการทำงานว่า

          "...การแก้ปัญหานั้นอาจมีคนว่า ว่าไม่ถูกหลักวิชาก็ได้ไม่เป็นไร
โดยมากเราพยายามที่จะทำอะไรที่ง่ายๆ แล้วในที่สุดถ้าทำง่ายๆ
แล้วได้ผล ก็จะเป็นหลักวิชาโดยอัตโนมัติ..."

5. พระราชทานหลักการ ค้นคว้า วิจัยและทดลองในโครงการต่างๆ
ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริว่า

          "...ศูนย์ศึกษาการพัฒนานี้มีหลักอยู่ว่า ทำไปแล้วถ้าได้ผลดี
ก็จดเอาไว้กลายเป็นตำรา ซึ่งเป็นหลักของตำราทั้งหลาย
ต้องมาจากประสบการณ์ อันนี้เป็นประโยชน์ของแต่ละศูนย์ศึกษา
การพัฒนาอย่างหนึ่ง ที่ว่าไม่ใช่สถานีทดลอง แต่ว่าเป็นการทดลอง
แบบเรียกว่ากันเอง หรือแบบไม่เป็นทางการ..."

6. พระราชทานความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนา
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ "มิใช่สถานีทดลอง"
แต่เป็นสถานที่ที่มีการพัฒนาร่วมมือกัน
ตั้งพระราชกระแสความตอนหนึ่งว่า

   "...มีคนเข้าใจว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนานั้น เป็นเสมือนสถานีทดลอง
หรืออีกอย่างหนึ่งก็เป็นวิทยาลัย ทั้งสองอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นสถานที่
ที่ผู้ที่ทำงานในด้านพัฒนาจะไปทำอย่างไรอย่างหนึ่ง
หรือจะเรียกว่าทดลองก็ได้ เมื่อทดลองแล้วจะทำให้ผู้อื่น
ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในวิชานั้นได้ สามารถเข้าใจว่า เขาทำอะไรกัน
อันนี้ก็เป็นประโยชน์อย่างหนึ่งที่ได้จากกิจการศูนย์ศึกษาการพัฒนา
คือ เป็นการทำอะไรของฝ่ายหนึ่งและทำให้ฝ่ายอื่นได้เข้าใจว่า คนอื่น
ทำอะไรกัน เรียกว่า เป็นการทำให้เจ้าหน้าที่ด้านพัฒนาได้มีการร่วมมือ
สอดคล้องกัน อันนี้ก็เป็นข้อแรกที่สำคัญที่ว่าไม่ใช่สถานีทดลอง..."

7. หากกิจกรรมใดในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วไม่เสร็จ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า

          "...ศูนย์ศึกษาการพัฒนานี้ ถ้าทำอะไรล้มเหลว
ต้องไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องลงโทษ แต่ว่าเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า
ทำอย่างนั้นไม่เกิดผลหรือจะเป็นผลเสียหายก็เป็นได้
เมื่อเห็นอย่างนั้นแล้วอาจทำต่อก็ได้ เป็นการแสดงว่าทำอย่างนี้ไม่ถูก
ก็เป็นตำราเหมือนกัน ทำอะไรไม่ถูกให้รู้ว่าไม่ถูก..."

          "...ฉะนั้นในศูนย์ศึกษาการพัฒนานั้นทำอะไรไม่ถูกต้อง
ก็อาจเป็นอนุสาวรีย์ของความไม่ถูกต้อง จะได้สังวรไว้ว่า ทำอย่างนี้ไม่ได้
แต่ความเสียหายนั้นไม่มีมาก เพราะว่าในศูนย์ศึกษาการพัฒนา
ทำการทดลองต่างๆ นี้ ทำเป็นส่วนน้อย คือทำเป็นส่วนเล็กๆ
สามารถที่จะเก็บไว้ให้ตนดูว่า ตรงนี้ทำอย่างนี้มันไม่ค่อยดี
ใช้ไม่ได้เป็นหลักวิชา..."

8. ทรงมุ่งหวังที่จะให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
เป็นแหล่งอเนกประสงค์ของผู้คนในทุกด้าน คือเป็นทั้งศูนย์สรรพวิทยาการ
และการพักผ่อนหย่อนใจไปในคราวเดียวกัน

          "...เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่คนทุกระดับสามารถที่จะมาดู
จะว่าเป็นโรงเรียนก็ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นที่มาดูมาศึกษาก็ได้
คือเป็นทัศนศึกษา พานักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยก็ตาม
หรือไม่ใช่นักเรียน เป็นข้าราชการทุกชั้น ตั้งแต่ชั้นผู้น้อยมาจนถึงชั้นผู้ใหญ่
ทุกระดับทุกอย่าง คือหมายความว่าทุกหน้าที่สามารถมาดูในแห่งเดียวกัน
วิธีการที่จะพัฒนาในสาขาต่างๆ ของวิชาการ
อันนี้เท่ากับเป็นเหมือนที่พิพิธภัณฑ์ที่จะมาดูอะไรมีวิชาการใดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา

          นอกจากนั้น ไปดูศูนย์ศึกษาก็ไปหย่อนใจก็ได้ เพราะว่าทำงาน
เครียดก็ไปเที่ยวศูนย์ศึกษา เหมือนไปเที่ยวสวนสาธารณะ
ก็ได้ความรู้ด้วย นี่แหละเป็นหลักของศูนย์ศึกษาการพัฒนา..."

9. บทสรุปที่ชัดเจนเดียวกับภารกิจของศูนย์ศึกษาการพัฒนา
อันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้พระราชทานแนวพระราชดำริว่า

            "...พื้นที่ของศูนย์ศึกษาทุกแห่ง ก็คือ การย่อส่วนภูมิประเทศ
ของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน แล้วทำการศึกษาการพัฒนา
ด้านเกษตรกรรมสาขาต่างๆ..."

             "...เมื่อดำเนินการทดลองเป็นผลสำเร็จแล้ว จึงจัดแสดง
สาธิตผลการทดลองวิจัย ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาในทำนอง
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นการยินยันว่า งานศึกษาการพัฒนา
ทุกงานที่สาธิตให้ประชาชนนั้น สามารถนำไปปฏิบัติได้ผลจริง..."
   


Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #8 on: October 18, 2008, 09:28:27 PM »

ปลาร้องไห้"

    [ b> ปลาร้องไห้
.....เป็นอีกหนึ่งเรื่องราว เกี่ยวกับน้ำพระทัยของในหลวงของเรา
ที่คนอ่านอย่างกระผมยังต้องน้ำตาคลอหน่วยตาม ซาบซึ้งเหลือเกิน
พ่อเฒ่าซึ้งน้ำพระทัยทรงชุบชีวิต"ปลาร้องไห้"

.....เปิดใจชาวไทยมุสลิม "กูเซ็ง ซาและแม" วัย 64 ปี
ชาวบ้านปาตาตีมอ จ.ปัตตานี เจ้าของตำนาน "ปลาร้องไห้"
แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 13 ปี ความจงรักภักดีและความซาบซึ้ง
ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงช่วยเหลือครอบครัวของเขา
และชาวบ้านหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ให้ลืมตาอ้าปากได้ ยังคงตราตรึง
อยู่ในหัวใจของพวกเขาจนถึงทุกวันนี้

.....แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมากว่า 13 ปี แต่ก็ไม่ทำให้ นายกูเซ็ง ซาและแม
อายุ 64 ปี ชาวไทยมุสลิมที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านปาตาตีมอ ต.ตะลุบัน
อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ที่ยังคงร้องไห้ผสานกับเสียงหัวเราะทุกครั้ง
ที่พูดถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากไม่เคยลืมน้ำพระราชหฤทัย
ที่พระองค์ทรงมอบให้แก่ครอบครัวและชาวบ้านหมู่บ้านเล็กๆ
อย่างบ้านปาตาตีมอ จนทำให้วิถีชีวิตที่เคยยากจนกลายมาอยู่ดีกินดีจนถึงทุกวันนี้

.....“ปลากะพงขาวที่ผมเลี้ยงไว้ตายหมด ผมนอนไม่หลับและแอบร้องไห้
อยู่หลายคืน เพราะคิดว่าชีวิตนี้คงสิ้นหวังที่จะหาอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้
อีก แต่เหมือนมีอะไรมาดลใจให้คิดถึงพระเจ้าอยู่หัว
เพราะเชื่อว่าพระองค์ท่านเท่านั้นที่จะช่วยผมได้”
เรื่องราวในอดีตที่ นายกูเซ็ง ซาและแม ไม่เคยลืมเลือน

....นายกูเซ็ง เล่าว่า เมื่อปี 2536 ทำอาชีพเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง
ในแม่น้ำสายบุรี บริเวณบ้านปาตาตีมอ จ.ปัตตานี
ด้วยการกู้เงินจากสหกรณ์เพื่อการเกษตรมาลงทุน
จนกระทั่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ชลประทานปล่อยน้ำ
ซึ่งเป็นน้ำเปรี้ยวเป็นกรดรุนแรงลงแม่น้ำสายบุรีเป็นจำนวนมาก
เป็นเหตุให้ปลากะพงในกระชังตายหมด ส่งผลให้ไม่สามารถไปกู้เงินได้อีก
ขณะนั้นดูเหมือนว่าตนเองเหมือนคนสิ้นหวังจริงๆ จะพึ่งพาใครก็ไม่ได้

.....“ผมนอนไม่หลับและแอบนอนร้องไห้อยู่หลายคืน เพราะคิดว่าชีวิตนี้
คงสิ้นหวังที่จะหาอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้อีก แต่ก็เหมือนมีอะไรมาดลใจ
ให้คิดถึงพระเจ้าอยู่หัว เพราะเชื่อว่ามีแต่พระองค์เท่านั้นที่จะช่วยได้”

....ต่อมาทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ มาที่บ้านบือเระ
อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี จึงตัดสินใจจะบอกให้พระองค์ทรงทราบ
จากนั้นก็เดินทางไปรับเสด็จด้วยความมั่นใจ แต่ก่อนเดินทางไปรับเสด็จ
ด้วยความที่พูดภาษาไทยไม่ชัด จึงคิดว่าต้องไปซื้อปลากะพงที่ตายแล้วไป
ทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อเป็นสื่อให้รู้ว่าปลากะพงของตนตายหมดแล้ว
แต่เมื่อพบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยความตื่นเต้น ตัวสั่น
จึงเอาแต่กอดปลากะพง และร้องไห้อย่างเดียวเกือบครึ่งชั่วโมง
เพราะพูดอะไรไม่ออก จนกระทั่งพระองค์ทรงรับทราบเรื่อง
จากผู้ติดตาม และรับรู้ถึงสาเหตุที่ร้องไห้

......นายกูเซ็ง ยังบอกด้วยรอยยิ้มผสมคราบน้ำตาอีกว่า
พระองค์ท่านทรงถามว่าเลี้ยงปลากี่กระชัง ขนาดกี่นิ้ว ราคาเท่าไร
ซึ่งหลังจากตั้งสติได้และหยุดร้องให้ จึงทูลเกล้าฯ ถวายรูปถ่ายของปลา
ที่ตายทั้งหมดให้ทอดพระเนตร พระองค์ตรัสอีกว่าจะทดแทนให้
หลังจากนั้นไม่นานก็พระราชทานพันธุ์ปลากะพงขนาด 1 นิ้ว
มาให้ครอบครัวละ 1,000 ตัว รวม 8 ครอบครัว พร้อมอาหารปลา
และซื้ออวนให้ใหม่ทั้งหมด

.....ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเงินทุน
และพันธุ์ปลาแล้ว ยังพระราชทานชื่อ ”ปลาร้องไห้”
ให้เป็นโครงการในพระราชดำริอีกด้วย จนปัจจุบันมีชาวบ้านปาตาตีมอ
เข้าร่วมโครงการถึง 85 ครอบครัว โดยได้รับความช่วยเหลือดูแล
จากสถานีประมงชายฝั่งปัตตานีในเรื่องของพันธุ์ปลาและปัญหาน้ำเปรี้ยวจนถึงทุกวันนี้

......นับตั้งแต่มีโครงการพระราชดำริ ทำให้ชาวบ้านปาตาตีมอ
ซึ่งในชีวิตไม่เคยได้รับเงินหมื่นจากการเลี้ยงปลา
มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก ทุกคนต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
ส่วนตนเองได้ถวายความจงรักภักดีด้วยการจัดส่งปลาร้องไห้ที่เลี้ยงไว้
ฝากไปทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเกือบ 13 ปีแล้ว
บางปีก็เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายด้วยตัวเอง บางปีก็ฝากทูลเกล้าฯ
ถวายกับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ โดยนำปลาไปทูลเกล้าฯ
ถวายที่สนามบินบ้านทอน จ.นราธิวาส ตอนที่เสด็จฯ กลับ

....ชาวบ้านพื้นที่ชายแดนใต้รายนี้ ยังเล่าว่า หลังจากตั้งชื่อปลาร้องไห้
เป็นโครงการพระราชดำริแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ
มาทอดพระเนตรความก้าวหน้าของโครงการอีกครั้งในปี 2539
และทรงจำตนได้ว่าเป็นคนอุ้มปลามาทูลเกล้าฯ ถวาย และร้องไห้
ต่อพระพักตร์เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา พระองค์ตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
ว่า ”โครงการเป็นอย่างไรบ้าง หนี้สินผ่อนให้กับสหกรณ์หมดหรือยัง
ลูกๆ เรียนจบปริญญาตรีกี่คนแล้ว" พร้อมทั้งรับสั่งอย่างหยอกล้อ
ว่า "เลี้ยงปลาให้ดีอย่าให้ปลาร้องไห้อีก"

.....นายกูเซ็ง ยังเล่าด้วยความภาคภูมิใจอีกว่า เมื่อช่วงปลายปี 2548
สมเด็จพระนางเจ้าฯ
โดย: [0 3] ( IP ) 

--------------------------------------------------------------------------------
ความคิดเห็นที่ 1
    พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ มาเยี่ยมชาวบ้าน อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี
ซึ่งตนเป็นชาวบ้านเพียงคนเดียวที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้าฯ
เพื่อสอบถามถึงชีวิตความเป็นอยู่หลังจากทำตามโครงการพระราชดำริ
ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตรัสว่า ในปี 2549
จะเสด็จฯ มาดูความก้าวหน้าของโครงการบ้านปาตาตีมอแห่งนี้อีกครั้ง

.....ด้วยเหตุนี้ทำให้ตนไม่ยอมขายปลาสู่ตลาด เนื่องจากต้องการเลี้ยงปลา
ให้มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์มากที่สุด เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเป็นของขวัญ
ให้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ในวันที่เสด็จฯ มายังหมู่บ้านปาตาตีมอ ทั้งนี้ เสียงสะอื้นปนน้ำตา
แห่งความซาบซึ้งของนายกูเซ็ง มีให้เห็นอีกครั้ง
เมื่อกล่าวถึงพระองค์ท่านทั้งสองพระองค์

....“ผมรู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีทรงเหน็ดเหนื่อย
เพื่อปวงชนชาวไทยมามากพอแล้ว ทุกครั้งที่ผมละหมาด
ก็จะขอพรจากพระอัลเลาะห์ เพื่อให้ทรงคุ้มครองทั้งสองพระองค์
ให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง อายุยืนยาว เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร
ของคนไทยตราบนานแสนนาน” เป็นคำกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม
ที่ปนด้วยคราบน้ำตาของเจ้าของ "ปลาร้องไห้"
ที่กลายเป็นปลาหัวเราะของคนชายแดนใต้จวบจนทุกวันนี้

ปล. ที่มา หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 11 พ.ค. 49
 
Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #9 on: October 18, 2008, 10:12:40 PM »

ในห้วงคำนึงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ ประมาณปี ๒๕๔๒-๒๕๔๓
ผมได้รับมอบหมายจากหัวหน้าแผนกรายการและข่าวให้ปฏิบัติหน้าที่
ถ่ายทอดเสียง ในคราวพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแปรพระราชฐานมา
ยังพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ซึ่งกระผม ต้องเดินทางไปยังสนามบิน
บ้านทอน ตอนนี้เป็น ท่าอากาศยานนราธิวาสแล้ว ไปไม่ไปเปล่า
เพราะต้องปีน หอบังคับการบิน เพื่อไปติดตั้ง เสาส่งสัญญาน
กลับมาที่สถานี สูงพอที่จะทำให้กระผมรู้สึกกลัว
ในครั้งนั้น กระผมเองเป็นลูกจ้างที่เรียนจบปริญญาตรีที่ยอมรับเงินเดือนม.๖
และได้ทำงานใกล้บ้านงานที่ทำเป็นการจัดรายการวิทยุ เหมือนตอนนี้
ย้อนนึกกลับไป เป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจ ที่ได้รับมอบหมาย
ให้ปฏิบัติหน้าที่นั้น หอบังคับการบินสนามบินบ้านทอน
เป็นสนามบินเล็กๆ แต่ใหญ่สำหรับชาวบ้าน จ.นราธิวาส
จะมีผู้คนมากมาย มาเฝ้ารอรับเสด็จ ผมกับนายทหารที่เป็นผู้นำ
ในตอนนั้น ก็จะ นำเข้าสู่รายการพิเศษ(ถ่ายทอดสดทางวิทยุ)
โดยบรรยายภาพที่เห็น เมื่อมองไปเบื้องล่าง ผู้คนเยอะแยะมากมาย
ทั้งหัวหน้าส่วนราชการ พี่น้องประชาชน ต่างๆพุทธ  มุสลิม
พร้อมใจกันมารอรับเสด็จ ทั้งนี้ ในทุกปี เดือนกันยายน จ.นราธิวาส
จะจัดงานประเพณีของดีเมืองนรา ซึ่งมี ไฮไลท์อยู่ที่การแข่งขันเรือ
ชิงถ้วยพระราชทาน หน้าพระที่นั่ง และ ๓๐ กว่าปีมาแล้ว
ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนิน
มายังริมแม่น้ำบางนรา เพื่อชมการแข่งขัน และ ถวายถ้วยรางวัล
ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง (แต่ในห้วง ประมาณ ๑๐ ปีหลังนี่
ในหลวงไม่เสด็จมาเนื่องจากพระองค์ ทรงมีพระชนมายุที่มาก
พระวรกายจากการทรงงานที่หนักจึงทำให้ พระองค์ไม่สามารถเดินทาง
แปรพระราชฐานได้) และหลังจากนั้น พระองค์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์
จะพระราชดำเนินไปยังริมตลิ่งเพื่อมีประราชปฏิสันฐานกับ ฝีพาย
ที่อยู่ในเรือทุกทีม ให้ห้วงที่พระองค์ เดินทางแประพระราชฐาน
ยังจังหวัดนราธิวาส พระองค์ จะไปยังทุกหนแห่ง แม้พื้นที่นั้นจะทุรกันดาร
ขนาดไหน ผมขอตัด ภาพกลับมายังสนามบินบ้านทอน
เมื่อห้วงที่พระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จกลับพระนคร
ผมอยู่ที่หอบังคับการบิน มองลงมา ผมเห็นคนพิการคนหนึ่ง
ดูสภาพแล้ว คือ พิการครึ่งตัว ขอย้ำว่าครึ่งตัว ในปากตัวเองนั้น
คาบตะกร้า ในตะกร้า จะมีของถวาย แด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ
แน่นอน เค้าไม่มีขาเพื่อเดิน ผมเห็นเค้าขยับร่างกาย
โดยการใช้มือต่างเท้า และ คาบของถวาย ผมน้ำตาร่วง ระยะทางไกลมาก
เฝ้ารอมองอย่างใจจดจ่อ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ผู้ติดตามในขบวนเสด็จ
ที่เดินทางมาล่วงหน้านั้นได้ เดินไปพบและสอบถาม 
จึงได้เห็นการอำนวยความสะดวก ให้กับผู้พิการ
(กายแต่ไม่ลืมความเป็นพสกนิกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว)
โดยจัดให้นั่งแถวหน้า เพื่อถวายของ ผมน้ำตาไหล เค้าใช้มือต่างเท้า
ตั้งแต่ ประตูสนามบิน มายังลานส่งเสด็จ และเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ
เสด็จมายังสนามบินบ้านทอน พระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันฐาน
กับผู้พิการดังกล่าว นานพอสมควร

ภาพนั้นยังติดตาผม ผมเล่าให้ เพื่อน ฟัง เพื่อนคนดังกล่าว
คือ คุณ บี เพื่อน เอกอิ้ง ๓๗  ตอนนี้อยู่ อเมริกาผมเล่าด้วยจดหมายครับ 

อีกหนึ่งเหตุการณ์ ผมได้ติดตามที่ทำงานไปสื่อข่าว กับพี่ คนหนึ่ง
ยังอำเภอ ศรีสาคร อำเภอนี้เป็นที่กล่าวขวัญว่ากันดารมาก
มันเป็นจริงดังว่าครับ คราวนี้ผมอยู่ ไกลจากที่เสด็จมาก
บริเวณที่ว่าการอำเภอ ผมยืน อยู่ บริเวณรอบนอกคนเยอะมาก
ผู้คนในอำเภอนี้ยากจน ผมลืมบอกไปว่า จังหวัดนราธิวาสนั้น
เป็นจังหวัดต้นๆ ในเรื่องการไม่รู้หนังสือ มีเด็กคนหนึ่งอยู่ ข้างๆ
สวมกางเกงนักเรียน เก่าๆ เสื้อยืดคอย้วย แน่นอน ไม่ต้องพูดถึงรองเท้า
หลังจากพระองค์เสด็จมายังที่ว่าการอำเภอดังกล่าวประมาณครึ่งชั่วโมง
ผู้ใหญ่บ้านซึ่งตอนนั้น ใส่เครื่องแบบเต็มยศ ได้เดินออกมาหา
เด็กคนดังกล่าว และได้พูดเป็นภาษามลายู แปลเป็นไทยว่า
พระองค์ทราบว่าการศึกษาในอำเภอศรีสาครนั้นเข้าไปไม่ถึงทุกครัวเรือน
พระองค์จึงรับสั่งให้ ผู้ใหญ่บ้าน คัดเลือกเด็กยากจน
เพื่อพระองค์จะทรงรับไว้ในพระราชานุเคราะห์

เหตุการณ์ที่ผมได้เล่าให้พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ได้อ่าน
เป็นเรื่องที่ผมประสบมาด้วยตัวเอง ปี พ.ศ.อาจคลาดเคลื่อน
ผมขออภัย แต่อดไม่ได้ที่จะ มาเล่าให้พี่น้องฟัง
ในห้วงที่เรารณรงค์กิจกรรม ๑๑๖ วัน จากวันแม่ถึง วันพ่อ ปี ๒๕๕๑
และความเป็นคนไทย ที่ต่างชาติ เขาไม่เข้าใจ
ว่า ประเทศไทยยังเป็นดินแดนแห่งเทพนิยายกระนนั้นหรือ
ที่ยังคงมีสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
ของโลกยุคใหม่ ผมดีใจที่เกิดเป็นคนไทย และเป็นมุสลิม
คำว่าในหลวง แปลจากไทยเป็นมลายู ว่า "รายอกีตอ" อันหมายถึง ในหลวงของเรา
                                 
                                          ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
Logged
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #10 on: October 18, 2008, 10:54:02 PM »

ความเป็นมาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ด้วยความห่วงใยในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ชาวไทย
เราจึงพบว่านับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จ เถลิงถวัลยราชสมบัติ เป็นต้นมา
พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนิน ไปเยี่ยมเยียนประชาชน
ตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทยากจน ห่างไกลและทุรกันดาร
ในแต่ละปี พระองค์จึงประทับอยู่ภูมิภาคต่าง ๆ มากกว่าประทับอยู่ในพระราชวังที่กรุงเทพฯ
เพื่อทรงค้นหาข้อมูลที่แท้จริงจากประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐประจำพื้นที่
และทรงสังเกตการณ์สำรวจสภาพทางภูมิศาสตร์ไปพร้อม ๆ กันด้วย
ทั้งนี้เพื่อทรงรวบรวมข้อมูลไว้เป็นแนวทางที่จะพระราชทานพระราชดำริ
ให้ดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่อไป
พระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ได้พระราชทานแก่ปวงราษฎรไทยทั้งหลายในระยะต้น
แห่งการเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัตินั้น เป็นพระ ราชดำริด้านการแพทย์
และงานสังคมสงเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ เพราะในระยะเวลาดังกล่าว
กิจการด้านการแพทย์ของไทยยังไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ควร
และการบริการสาธารณสุข ในชนบทยังมิได้แพร่หลาย
โดยพระราชกรณียกิจช่วงแรกเริ่ม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 - 2505
จะเป็นการช่วยเหลือบรรเทาเฉพาะหน้าไม่เป็นลักษณะโครงการเต็มรูปแบบ
อย่างปัจจุบัน พระราชดำริเริ่มแรกอันเป็นโครงการช่วยเหลือประชาชนเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กรมประมงนำพันธุ์ปลาหมอเทศจากปีนัง
ซึ่งได้รับจากผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงขององค์การอาหาร และการเกษตร
แห่งสหประชาชาติ เข้าไปเลี้ยงในสระน้ำพระที่นั่งอัมพรสถาน
และเมื่อวันที่ 7 พฤศจิ กายน พ.ศ. 2496 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
พระราชทานพันธุ์ปลาหมอเทศนี้แก่กำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ
นำไปเลี้ยง เผยแพร่ขยายพันธุ์แก่ราษฎรในหมู่บ้านของตน เพื่อจักได้มีอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้น
โครงการพระราชดำริที่นับได้ว่าเป็นโครงการพัฒนาชนบท
โครงการแรก เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2495 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานรถบูลโดเซอร์
ให้หน่วยตำรวจตระเวนชายแดนค่ายนเรศวรไปสร้างถนนเข้าไปยังบ้านห้วยมงคล
ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้ราษฎรสามารถสัญจรไปมา
และนำผลผลิตออกมาจำหน่ายยังชุมชนภายนอกได้สะดวกขึ้น

Credit:  http://www.nsru.ac.th/oldnsru/comcenter1/60th/history.php
Logged
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #11 on: October 18, 2008, 10:54:52 PM »

หลักการของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ในการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ให้เป็นไปตามแนวพระราชดำริ และบรรลุวัตถุประสงค์
ควรจะได้ดำเนินการ โดยมีหลักการสำคัญ ๆ คือ

- การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นอยู่เสมอว่า โครงการของพระองค์นั้น
เป็นโครงการที่มุ่งช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ราษฎรกำลังประสบอยู่
พระองค์ทรงมี พระราชดำรัสถึงความจำเป็นนี้ว่า

"..ถ้าปวดหัวก็คิดอะไรไม่ออก .. เป็นอย่างนั้นต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน
แต่ปวดหัว ใช้ยาแก้ปวด..หรือยาอะไรก็ตามแก้ปวดหัว มันไม่ได้แก้อาการจริง
แต่ต้อง แก้ปวดหัวก่อน เพื่อที่จะให้อยู่ในสภาพที่จะคิดได้แล้ว
อีกอย่างก็คือ แบบMacro นี้ เขาจะทำ แบบรื้อทั้งหมด ฉันไม่เห็นด้วย..
อย่าง บ้านคน อยู่เราบอกบ้านนี้มันผุตรงโน้น ผุตรงนี้ ไม่ คุ้มที่จะไปซ่อม...
เอา ตกลงรื้อบ้านนี้ ระเบิดเลย เราจะไปอยู่ที่ไหน ไม่มีที่อยู่ ก็ต้องค้ำเสียก่อน
แล้วค่อยๆ ดูตรงนี้ยังพออยู่ได้ .. ไปรื้อตรงห้องโน้นแล้วก็ค่อย ๆ สร้างแล้ว มารื้อตรงห้องนี้..
วิธีทำจะต้องค่อยๆ ทำจะ ไประเบิดหมดไม่ได้..."

ตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เน้นหลักมุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ซึ่งต้องการแก้ไขอย่างรีบด่วน เช่น กรณีเขตพื้นที่อำเภอ ละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์
ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชาและเป็นพื้นที่ยากจน
ในเขตอิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่ขบวนการพัฒนาของรัฐยังเข้าไปไม่ถึง
ในช่วงระยะเวลานั้น ภายหลังจากมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเข้าไปดำเนินการแล้ว
ปัญหาความมั่นคงที่เคยมีอยู่ก็ลดน้อยถอยลง และหมดสิ้นไปในที่สุด
แม้กระทั่งปัจจุบัน โครงการที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
และจะมีผลระยะ ยาวต่อไปคือ การแก้ไขปัญหาจราจร
และการป้อง กันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นต้น

- การพัฒนาต้องเป็นไปตามขั้นตอน

ตามลำดับความจำเป็นประหยัด ทั้งนี้เพื่อให้มีรากฐานที่มั่นคงก่อน
แล้วจึงดำเนินการเพื่อความเจริญก้าวหน้าในลำดับต่อๆ ไป
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน
ในลักษณะการพึ่งตนเอง ทรงใช้คำว่า "ระเบิดจากข้างใน"
นั่นคือ ทำให้ชุมชน หมู่บ้าน มีความเข้มแข็งก่อนแล้ว
จึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่ การเอาความเจริญหรือบุคคล
จากสังคมภายนอก เข้าไปหากับชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว
พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยเหลือราษฎรตามความจำเป็น
และความเหมาะสมกับสถานภาพ เพื่อที่ราษฎรเหล่านั้นจะได้สามารถพึ่งตนเองได้
และออกมาสู่สังคมภายนอกได้อย่างไม่ลำบาก ดังแนวพระราชดำรัสต่อไปนี้

"..การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น
ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน
โดยใช้วิธี การ และอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
เมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ
และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้าง ความเจริญ
ยกเศรษฐกิจให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์
กับสภาวะของประเทศ และของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย
ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยาก
ล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยะประเทศหลายประเทศ
กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้
การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพ
และตั้งตัวให้มี ความพอกิน พอใช้ก่อนอื่น เป็นพื้นฐานนั้น
เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะผู้ที่มีอาชีพ และฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง
ย่อมสามารถ สร้างความเจริญก้าวหน้าในระดับที่สูงต่อไปโดยแน่นอน
ส่วนการถือหลักที่จะ ส่งเสริมความเจริญให้ค่อยเป็นไปตามลำดับ
ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาด
ล้มเหลวและเพื่อให้บรรลุผล สำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์..."

- การพึ่งตนเอง

การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น
ด้วยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้มีความแข็งแรง ที่จะมีแนวคิดในการดำรงชีวิตต่อไปแล้ว
ขั้นต่อไปการพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพ
และสามารถ "พึ่งตนเองได้" ในที่สุด ดังพระราชดำริตอนหนึ่ง ซึ่งขออัญเชิญมา ณ ที่นี้คือ

"... การเข้าใจถึงสถานการณ์ของผู้ที่เราจะช่วยเหลือนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
การช่วยเหลือให้เขา ได้รับสิ่งที่เขาควรจะได้รับ ตามความจำเป็นอย่างเหมาะสม
จะเป็นการช่วยเหลือที่ได้ผลดีที่สุด เพราะฉะนั้นในการช่วยเหลือแต่ละครั้ง
แต่ละกรณี จำเป็น ที่เราจะพิจารณาถึงความต้องการ และ ความจำเป็นก่อน
และต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่เราจะช่วยให้เข้าใจด้วยว่า เขาอยู่ในฐานะอย่างไร
สมควรที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร เพียงใด อีกประการหนึ่งในการช่วยเหลือนั้น
ควรยึดหลักสำคัญว่าเราจะช่วยเขา เพื่อให้เขาสามารถช่วยตนเองได้ต่อไป..."

ตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เน้นหลัก "การพึ่งตนเอง"
เพื่อพัฒนาแก้ไข ปัญหาความยากจนของราษฎร เช่น โครงการธนาคารข้าว
โครงการธนาคารโค-กระบือ และโครงการพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์ "หุบกระพง"
อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งดำเนินการเพื่อให้ประชา ชนมีที่อยู่อาศัยทำกิน
และรวมตัวกันในรูปของกลุ่มสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน
และการทำมาหากินร่วมกัน เป็นต้น นอกจากนั้น
โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในระยะหลัง
ก็ล้วนแต่เพื่อให้ประชาชนสามารถช่วยตัวเองได้เพราะเป็นโครงการ
ที่สนับสนุนให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพให้ได้ผล
และมีประสิทธิภาพเช่น การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร
การให้การอบรมความรู้สาขาต่าง ๆ ทั้งด้านการเกษตร และศิลปาชีพพิเศษ เป็นต้น

- การส่งเสริมความรู้ และเทคนิควิชาการสมัยใหม่ที่เหมาะสม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า ควรที่จะสร้างเสริม
สิ่งที่ชาวบ้านชนบทขาดแคลน และเป็นความต้องการของชาวบ้าน
ซึ่งก็คือความรู้ในการทำมาหากิน การทำการเกษตร
โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ พระองค์ทรงเน้นถึงความจำเป็น
ที่จะต้องมี "ตัวอย่างของความสำเร็จ" มีพระราชประสงค์ที่จะให้ราษฎรในชนบท
มีโอาสได้รู้ได้เห็นถึงตัวอย่างของความสำเร็จนี้ และนำไปปฏิบัติได้เอง
พระองค์จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง "ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่อง มาจากพระราชดำริ"
ขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาทดลองวิจัย
และแสวงหาความรู้ เทคนิควิชาการ สมัยใหม่ที่ราษฎร "รับได้"
นำไป "ดำเนินการเองได้" และเป็นวิธีการที่ "ประหยัด" เหมาะสม
และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และ การประกอบอาชีพของราษฎร
ที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศนั้นๆ เมื่อได้ผลจากการศึกษาแล้ว
จึงนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรได้ใช้ในการประกอบอาชีพต่อไป
พระองค์ทรงปราถนาที่จะใหัตัวอย่างของความสำเร็จทั้งหลาย
ได้กระจายไปสู่ท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ และสามารถนำไปปฏิบัติได้ผลอย่างจริงจัง

- การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัย
ในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ เนื่องจากในการพัฒนาประเทศในระยะเวลาที่ผ่านมานั้น
ได้เน้นการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
ทำให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างฟุ่มเฟือย
โดยมิได้มีการฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ถูกทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
จนในที่สุดทรัพยากรธรรมชาติ ได้เสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
พระองค์ทรงเห็นว่าการพัฒนาเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
จะมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาการเกษตรจึงทรงมุ่งที่จะให้มีการพัฒนา
และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศในระยะยาว
พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่งในการทำนุบำรุง ปรับปรุงสภาพ
ของทรัพยากร ธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ที่ดิน แหล่งน้ำ และการประมง
ให้อยู่ในสภาพที่มีผล ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างมากที่สุด
ดังนั้น จึงได้มีการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร
โครงการพัฒนาที่ดิน โครงการพัฒนา และ รณรงค์การใช้หญ้าแฝก
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเน้นการอนุรักษ์ดินและน้ำ ฯลฯ
ทั้งนี้ก็เพื่อจะเป็นการ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างประหยัด
และเกิดประโยชน์สูงสุด ถูกต้องตามหลักวิชาการ
เพื่อประโยชน์ในระยะ ยาว ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืนนั่นเอง

- การส่งเสริมและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม

ช่วงแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (ปี 2530 - 2534)
ปรากฏว่าเศรษฐกิจ ขยายตัวในอัตรา ที่สูงและรวดเร็ว
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศได้เปลี่ยนไปสู่การผลิตที่มีภาคอุตสาหกรรม
และบริการเป็นหลัก มีผลทำให้สังคมไทยเริ่มเปลี่ยนจากสังคมชนบท
สู่ความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ความเจริญส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่ในเมืองหลักๆ
ในภูมิภาคต่าง ๆ และรอบกรุงเทพมหานคร ในขณะเดียวกัน
ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะแก้ไขปัญหา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการกำจัดน้ำเสียในกรุงเทพมหานคร
และในเมืองหลักในต่างจังหวัดด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การใช้ผักตบชวา
ช่วยกรองความสกปรกในน้ำเสีย การใช้น้ำดีขับไล่น้ำเสีย
การใช้กังหันน้ำชัยพัฒนาเพื่อบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งการกำจัดขยะอย่างถูกต้อง
และไม่เป็นการทำลาย สภาพแวดล้อม ทั้งในแหล่งน้ำใต้ดิน
และสภาพทางอากาศด้วย เป็นต้น

Credit:  http://www.nsru.ac.th/oldnsru/comcenter1/60th/principle1.php
Logged
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #12 on: October 18, 2008, 10:55:53 PM »

ลักษณะของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีอยู่มากมายหลายสาขา
หลายประเภทมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ดังนี้คือ

- โครงการตามพระราชประสงค์ หมายถึง โครงการซึ่งทรงศึกษา
ทดลองปฏิบัติเป็นส่วนพระองค์ ทรงศึกษาหารือ กับผู้เชี่ยวชาญในวงงาน
ทรงแสวงหาวิธีทดลองปฏิบัติ ทรงพัฒนาและส่งเสริมแก้ไขดัดแปลง
วิธีการเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อดูแลผลผลิตทั้งในพระราชฐานและนอกพระราชฐาน
ซึ่งต้องทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการดำเนินงาน
ทดลองจนกว่าจะเกิดผลดี ต่อมาเมื่อทรงแน่พระราชหฤทัยว่าโครงการนั้นๆ
ได้ผลดี เป็นประโยชน์แก่ประชาชน อย่างแท้จริงจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า
โปรดกระหม่อมให้รัฐบาลเข้ามารับงานต่อในภายหลัง

- โครงการหลวง พระองค์ทรงเจาะจงดำเนินการพัฒนา
และบำรุงรักษาต้นน้ำลำธารในบริเวณป่าเขาในภาคเหนือ
เพื่อบรรเทาอุทกภัยในที่ลุ่มข้างล่าง ด้วยเหตุที่พื้นที่เหล่านี้เป็นเขตแดนชาวไทยภูเขา
จึงทรงมีโอกาสพัฒนาชาวเขา ชาวดอย ให้อยู่ดี กินดี ให้เลิกการปลูกฝิ่น
ด้วยเป็นการผิดกฏหมาย เลิกการตัดไม้ทำลายป่าทำไร่เลื่อนลอย
และเลิกการค้าไม้เถื่อน ของเถื่อน อาวุธยุทโธปกรณ์นอกกฏหมาย
ทรงพัฒนาช่วยเหลือให้ปลูกพืชหมุนเวียนที่มีคุณค่าสูงขนส่งง่าย
ปลูกข้าวไร่และเลี้ยงสัตว์ไว้เพื่อบริโภครวมคุณค่าผลผลิตแล้ว
ให้ได้คุ้มค่าแทนการปลูกฝิ่น ทั้ง ๆ ที่งานของโครงการนี้
จะกินเวลายาวนานกว่าจะเกิดผลก็เป็นเวลานานนับสิบปี
การดำเนินงานจะยากลำบากสักเพียงใด ก็มิได้ทรงท้อถอย
การพัฒนาค่อยๆ ได้ผลดีขึ้น ชาวเขา ชาวดอยจึงมีความจงรักภักดี
เรียกพระ องค์ว่า "พ่อหลวง" และเรียกสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ว่า "แม่หลวง" โครงการของทั้งสองพระองค์จึงเรียกว่า "โครงการหลวง"

- โครงการในพระบรมราชานุเคราะห์ หมายถึง โครงการที่พระองค์
ได้พระราชทานข้อแนะนำและแนวพระราชดำริให้เอกชน
ไปดำเนินการด้วยกำลังเงิน กำลังปัญญาและ กำลังแรงงาน
พร้อมทั้ง การติดตามผลงานให้ต่อเนื่องโดยภาคเอกชน
เช่นโครงการพัฒนาหมู่บ้านสหกรณ์เนินดินแดง อำเภอทับสะแก
จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสโมสรโรตารีแห่งประเทศไทยเป็นผู้จัด
และดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ โครงการพจนานุกรม
โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เป็นต้น

- โครงการตามพระราชดำริ โครงการประเภทนี้ เป็นโครงการที่ทรงวางแผนพัฒนา
ทรงเสนอแนะให้รัฐบาล ร่วมดำเนินการตามพระราชดำริ
โดยพระองค์เสด็จพระราชดำเนิน ร่วมทรงงานกับหน่วยงานของรัฐบาล
ซึ่งมีทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร โครงการตามพระราชดำรินี้
ในปัจจุบัน เรียกว่า "โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ"
มีกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะที่เป็นโครงการพัฒนาด้านต่างๆ
ให้ดำเนินการเสร็จสิ้นภายในระยะสั้น และระยะยาวที่มีเวลามากกว่า 5 ปี
ขณะเดียวกันก็ มีลักษณะที่เป็นงานด้านวิชาการ เช่น โครงการเพื่อการศึกษา
ค้นคว้าทดลอง หรือ โครง การที่มีลักษณะเป็นงานวิจัย เป็นต้น

Credit:  http://www.nsru.ac.th/oldnsru/comcenter1/60th/plan.php
Logged
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #13 on: October 18, 2008, 10:56:18 PM »

ขั้นตอนการดำเนินการของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาข้อมูลต่างๆ เป็นขั้นเป็นตอน
อย่างละเอียดก่อนทุกครั้งในการจัดวางแผนโครงการใดโครงการหนึ่ง
ก่อนจะมีพระราชดำรินั้น ขั้นตอนต่าง ๆ พอจะกล่าวได้ดังต่อไปนี้

1. การศึกษาข้อมูล ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินยังพื้นที่ใดๆ
นั้นจะทรงศึกษาข้อมูลจากเอกสารและแผนที่ต่างๆ ที่มีอยู่
เพื่อให้ทราบถึงสภาพ ในท้องถิ่นนั้นๆ อย่างละเอียด ก่อนเสมอ
2. การหาข้อมูลในพื้นที่ เมื่อเสด็จฯ ถึงพื้นที่นั้นๆ ก็จะทรงหาข้อมูล
รายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง และข้อมูลล่าสุดอาทิเช่น

2.1 ทรงสอบถามประชาชนถึงการประกอบอาชีพ, สภาพหมู่บ้าน,
ภูมิประเทศ, ดินฟ้าอากาศ, ทางน้ำ ฯลฯ
2.2 ทรงสำรวจพื้นที่ เสด็จฯ ทอดพระเนตรพื้นที่จริง
ที่คาดว่าควรจะดำเนินการพัฒนาได้
2.3 ทรงสอบถามเจ้าหน้าที่ เมื่อทรงศึกษาข้อมูลจากเอกสาร
และทรงได้ข้อมูลจากพื้นที่จริงแล้ว ก็จะทรงปรึกษากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ
ถึงความเหมาะสมความเป็นไปได้อีกครั้งหนึ่ง
พร้อมทั้งทรงคำนวณวิเคราะห์ทันทีด้วยว่า เมื่อดำเนินการแล้ว
จะได้ประโยชน์อย่างไร และคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่เพียงใด อย่างไร
แล้วจึงพระราชทานพระ ราชดำริ ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ไปพิจาณาในขั้นรายละเอียดตามขั้นตอนต่อไป

3. การศึกษาข้อมูลและการจัดทำโครงการ
เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องได้รับพระราชทานพระราชดำริแล้ว
ก็จะไปศึกษาข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ อีกครั้งหนึ่ง
เพื่อประกอบการจัดทำโครงการให้เป็นไปตามแนวพระราชดำริ
ที่ได้พระราชทานไว้ อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้มีพระราชดำรัสอยู่เสมอว่า พระราชดำริของพระองค์เป็นเพียงข้อเสนอแนะเท่านั้น
เมื่อรัฐบาลได้ทราบแล้วก็ควรไปพิจารณาวิเคราะห์กลั่นกรองตามหลักวิชาการก่อน
เมื่อมีความเป็นไปได้ และมีประโยชน์คุ้มค่าและเห็นสมควรทำ
ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่เหมาะสมก็ล้มเลิกได้

4. การดำเนินงานตามโครงการ เมื่อจัดทำโครงการเสร็จเรียบร้อย
และผ่านการพิจารณาจากหน่วยเหนือตามลำดับ
ขั้นตอน จนถึงการอนุมัติโครงการ และงบประมาณแล้ว
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะดำเนินการปฏิบัติงานในทันที
โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงาน และประสานแผนต่างๆ
ให้แต่ละหน่วยงานได้ดำเนินการสนับสนุนสอดคล้องกัน
และ/หรืออาจจัดตั้งองค์กรกลางที่ประกอบด้วยแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
เป็นผู้ควบคุม ดูแลให้การดำเนินงานต่าง ๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมี ประสิทธิภาพ

5. การติดตามผลงานในการติดตามผลการดำเนินงานนั้น
แต่ละหน่วยงานรวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ
เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
จะได้มีการติดตามประเมินผลเป็นระยะๆ
แต่ที่สำคัญคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จะเสด็จฯ กลับไปยังโครงการนั้นๆ ด้วยทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
เพื่อทอดพระเนตรความก้าวหน้า และติดตามผลงานต่างๆ
ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยในกรณีที่เกิดมีปัญหา
อุปสรรคต่างๆก็จะทรงชี้แนะแนวทางแก้ไขปัญหานั้นๆให้สำเร็จลุล่วงได้

Credit:  http://www.nsru.ac.th/oldnsru/comcenter1/60th/prodedure.php
Logged
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #14 on: October 18, 2008, 10:56:37 PM »

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านต่างๆ

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงวางแผนพัฒนา ทรงเสนอแนะให้รัฐบาลร่วมดำเนินการตามพระราชดำริ
โดยพระองค์เสด็จพระราชดำเนินร่วมทรงงานกับหน่วยงานของรัฐบาล
 ซึ่งมีทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหารและประชาชนไทยทั่วประเทศ
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่อยู่ในความรับผิดชอบ
ของสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2525-2546 มีจำนวน 3,298 โครงการ
แยกออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ 7 ประเภท คือ

1. การเกษตร
2. สิ่งแวดล้อม
3. สาธารณสุข
4. ส่งเสริมอาชีพ
5. พัฒนาแหล่งน้ำ
6. คมนาคมสื่อสาร
7. สวัสดิการสังคม

Credit:  http://www.nsru.ac.th/oldnsru/comcenter1/60th/main.php
Logged
Pages: [1] 2 3 ... 6   Go Up
Print
HuSoNU  |  ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com  |  ห้องรับแขก  |  Topic: เย็นศิระเพราะพระบริบาล
Jump to:  





Designed by Holy IT | Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC