หลักการของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ในการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ให้เป็นไปตามแนวพระราชดำริ และบรรลุวัตถุประสงค์
ควรจะได้ดำเนินการ โดยมีหลักการสำคัญ ๆ คือ
- การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นอยู่เสมอว่า โครงการของพระองค์นั้น
เป็นโครงการที่มุ่งช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ราษฎรกำลังประสบอยู่
พระองค์ทรงมี พระราชดำรัสถึงความจำเป็นนี้ว่า
"..ถ้าปวดหัวก็คิดอะไรไม่ออก .. เป็นอย่างนั้นต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน
แต่ปวดหัว ใช้ยาแก้ปวด..หรือยาอะไรก็ตามแก้ปวดหัว มันไม่ได้แก้อาการจริง
แต่ต้อง แก้ปวดหัวก่อน เพื่อที่จะให้อยู่ในสภาพที่จะคิดได้แล้ว
อีกอย่างก็คือ แบบMacro นี้ เขาจะทำ แบบรื้อทั้งหมด ฉันไม่เห็นด้วย..
อย่าง บ้านคน อยู่เราบอกบ้านนี้มันผุตรงโน้น ผุตรงนี้ ไม่ คุ้มที่จะไปซ่อม...
เอา ตกลงรื้อบ้านนี้ ระเบิดเลย เราจะไปอยู่ที่ไหน ไม่มีที่อยู่ ก็ต้องค้ำเสียก่อน
แล้วค่อยๆ ดูตรงนี้ยังพออยู่ได้ .. ไปรื้อตรงห้องโน้นแล้วก็ค่อย ๆ สร้างแล้ว มารื้อตรงห้องนี้..
วิธีทำจะต้องค่อยๆ ทำจะ ไประเบิดหมดไม่ได้..."
ตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เน้นหลักมุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ซึ่งต้องการแก้ไขอย่างรีบด่วน เช่น กรณีเขตพื้นที่อำเภอ ละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์
ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชาและเป็นพื้นที่ยากจน
ในเขตอิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่ขบวนการพัฒนาของรัฐยังเข้าไปไม่ถึง
ในช่วงระยะเวลานั้น ภายหลังจากมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเข้าไปดำเนินการแล้ว
ปัญหาความมั่นคงที่เคยมีอยู่ก็ลดน้อยถอยลง และหมดสิ้นไปในที่สุด
แม้กระทั่งปัจจุบัน โครงการที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
และจะมีผลระยะ ยาวต่อไปคือ การแก้ไขปัญหาจราจร
และการป้อง กันน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นต้น
- การพัฒนาต้องเป็นไปตามขั้นตอน
ตามลำดับความจำเป็นประหยัด ทั้งนี้เพื่อให้มีรากฐานที่มั่นคงก่อน
แล้วจึงดำเนินการเพื่อความเจริญก้าวหน้าในลำดับต่อๆ ไป
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นการพัฒนาที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน
ในลักษณะการพึ่งตนเอง ทรงใช้คำว่า "ระเบิดจากข้างใน"
นั่นคือ ทำให้ชุมชน หมู่บ้าน มีความเข้มแข็งก่อนแล้ว
จึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่ การเอาความเจริญหรือบุคคล
จากสังคมภายนอก เข้าไปหากับชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว
พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยเหลือราษฎรตามความจำเป็น
และความเหมาะสมกับสถานภาพ เพื่อที่ราษฎรเหล่านั้นจะได้สามารถพึ่งตนเองได้
และออกมาสู่สังคมภายนอกได้อย่างไม่ลำบาก ดังแนวพระราชดำรัสต่อไปนี้
"..การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น
ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน
โดยใช้วิธี การ และอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
เมื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ
และฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้าง ความเจริญ
ยกเศรษฐกิจให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์
กับสภาวะของประเทศ และของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย
ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยาก
ล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยะประเทศหลายประเทศ
กำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอยู่ในเวลานี้
การช่วยเหลือสนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพ
และตั้งตัวให้มี ความพอกิน พอใช้ก่อนอื่น เป็นพื้นฐานนั้น
เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะผู้ที่มีอาชีพ และฐานะเพียงพอที่จะพึ่งตนเอง
ย่อมสามารถ สร้างความเจริญก้าวหน้าในระดับที่สูงต่อไปโดยแน่นอน
ส่วนการถือหลักที่จะ ส่งเสริมความเจริญให้ค่อยเป็นไปตามลำดับ
ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และประหยัดนั้น ก็เพื่อป้องกันความผิดพลาด
ล้มเหลวและเพื่อให้บรรลุผล สำเร็จได้แน่นอนบริบูรณ์..."
- การพึ่งตนเอง
การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น
ด้วยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้มีความแข็งแรง ที่จะมีแนวคิดในการดำรงชีวิตต่อไปแล้ว
ขั้นต่อไปการพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพ
และสามารถ "พึ่งตนเองได้" ในที่สุด ดังพระราชดำริตอนหนึ่ง ซึ่งขออัญเชิญมา ณ ที่นี้คือ
"... การเข้าใจถึงสถานการณ์ของผู้ที่เราจะช่วยเหลือนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
การช่วยเหลือให้เขา ได้รับสิ่งที่เขาควรจะได้รับ ตามความจำเป็นอย่างเหมาะสม
จะเป็นการช่วยเหลือที่ได้ผลดีที่สุด เพราะฉะนั้นในการช่วยเหลือแต่ละครั้ง
แต่ละกรณี จำเป็น ที่เราจะพิจารณาถึงความต้องการ และ ความจำเป็นก่อน
และต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่เราจะช่วยให้เข้าใจด้วยว่า เขาอยู่ในฐานะอย่างไร
สมควรที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร เพียงใด อีกประการหนึ่งในการช่วยเหลือนั้น
ควรยึดหลักสำคัญว่าเราจะช่วยเขา เพื่อให้เขาสามารถช่วยตนเองได้ต่อไป..."
ตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เน้นหลัก "การพึ่งตนเอง"
เพื่อพัฒนาแก้ไข ปัญหาความยากจนของราษฎร เช่น โครงการธนาคารข้าว
โครงการธนาคารโค-กระบือ และโครงการพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์ "หุบกระพง"
อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งดำเนินการเพื่อให้ประชา ชนมีที่อยู่อาศัยทำกิน
และรวมตัวกันในรูปของกลุ่มสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน
และการทำมาหากินร่วมกัน เป็นต้น นอกจากนั้น
โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในระยะหลัง
ก็ล้วนแต่เพื่อให้ประชาชนสามารถช่วยตัวเองได้เพราะเป็นโครงการ
ที่สนับสนุนให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพให้ได้ผล
และมีประสิทธิภาพเช่น การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร
การให้การอบรมความรู้สาขาต่าง ๆ ทั้งด้านการเกษตร และศิลปาชีพพิเศษ เป็นต้น
- การส่งเสริมความรู้ และเทคนิควิชาการสมัยใหม่ที่เหมาะสม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า ควรที่จะสร้างเสริม
สิ่งที่ชาวบ้านชนบทขาดแคลน และเป็นความต้องการของชาวบ้าน
ซึ่งก็คือความรู้ในการทำมาหากิน การทำการเกษตร
โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ พระองค์ทรงเน้นถึงความจำเป็น
ที่จะต้องมี "ตัวอย่างของความสำเร็จ" มีพระราชประสงค์ที่จะให้ราษฎรในชนบท
มีโอาสได้รู้ได้เห็นถึงตัวอย่างของความสำเร็จนี้ และนำไปปฏิบัติได้เอง
พระองค์จึงพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง "ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่อง มาจากพระราชดำริ"
ขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อเป็นสถานที่ศึกษาทดลองวิจัย
และแสวงหาความรู้ เทคนิควิชาการ สมัยใหม่ที่ราษฎร "รับได้"
นำไป "ดำเนินการเองได้" และเป็นวิธีการที่ "ประหยัด" เหมาะสม
และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อม และ การประกอบอาชีพของราษฎร
ที่อาศัยอยู่ในภูมิประเทศนั้นๆ เมื่อได้ผลจากการศึกษาแล้ว
จึงนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรได้ใช้ในการประกอบอาชีพต่อไป
พระองค์ทรงปราถนาที่จะใหัตัวอย่างของความสำเร็จทั้งหลาย
ได้กระจายไปสู่ท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ และสามารถนำไปปฏิบัติได้ผลอย่างจริงจัง
- การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัย
ในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ เนื่องจากในการพัฒนาประเทศในระยะเวลาที่ผ่านมานั้น
ได้เน้นการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
ทำให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างฟุ่มเฟือย
โดยมิได้มีการฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติ ที่ถูกทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม
จนในที่สุดทรัพยากรธรรมชาติ ได้เสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
พระองค์ทรงเห็นว่าการพัฒนาเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
จะมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาการเกษตรจึงทรงมุ่งที่จะให้มีการพัฒนา
และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศในระยะยาว
พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่งในการทำนุบำรุง ปรับปรุงสภาพ
ของทรัพยากร ธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ ที่ดิน แหล่งน้ำ และการประมง
ให้อยู่ในสภาพที่มีผล ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างมากที่สุด
ดังนั้น จึงได้มีการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร
โครงการพัฒนาที่ดิน โครงการพัฒนา และ รณรงค์การใช้หญ้าแฝก
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเน้นการอนุรักษ์ดินและน้ำ ฯลฯ
ทั้งนี้ก็เพื่อจะเป็นการ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างประหยัด
และเกิดประโยชน์สูงสุด ถูกต้องตามหลักวิชาการ
เพื่อประโยชน์ในระยะ ยาว ซึ่งเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืนนั่นเอง
- การส่งเสริมและปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม
ช่วงแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (ปี 2530 - 2534)
ปรากฏว่าเศรษฐกิจ ขยายตัวในอัตรา ที่สูงและรวดเร็ว
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศได้เปลี่ยนไปสู่การผลิตที่มีภาคอุตสาหกรรม
และบริการเป็นหลัก มีผลทำให้สังคมไทยเริ่มเปลี่ยนจากสังคมชนบท
สู่ความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ความเจริญส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่ในเมืองหลักๆ
ในภูมิภาคต่าง ๆ และรอบกรุงเทพมหานคร ในขณะเดียวกัน
ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริที่จะแก้ไขปัญหา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการกำจัดน้ำเสียในกรุงเทพมหานคร
และในเมืองหลักในต่างจังหวัดด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การใช้ผักตบชวา
ช่วยกรองความสกปรกในน้ำเสีย การใช้น้ำดีขับไล่น้ำเสีย
การใช้กังหันน้ำชัยพัฒนาเพื่อบำบัดน้ำเสีย รวมทั้งการกำจัดขยะอย่างถูกต้อง
และไม่เป็นการทำลาย สภาพแวดล้อม ทั้งในแหล่งน้ำใต้ดิน
และสภาพทางอากาศด้วย เป็นต้น
Credit:
http://www.nsru.ac.th/oldnsru/comcenter1/60th/principle1.php