Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
February 05, 2012, 11:43:32 AM
 
Alternative Banner: Flash player 8 + JavaScript support are required
 
 
HuSoNU  |  ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com  |  ห้องรับแขก  |  Topic: เย็นศิระเพราะพระบริบาล
Pages: 1 [2] 3 4 ... 6   Go Down
Print
Author Topic: เย็นศิระเพราะพระบริบาล  (Read 4490 times)
0 Members and 2 Guests are viewing this topic.
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #15 on: October 19, 2008, 12:25:15 AM »

คำสัมภาษณ์ของ ลปร. สำหรับบทความ
เรื่อง "Philosophy for a new age" ปรัชญาสำหรับโลกยุคใหม่

        งานพัฒนาที่สำคัญประการหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นับตั้งแต่เสด็จ ขึ้นครองสิริราชสมบัติมาเป็นเวลา 61 ปีแล้วนั้น
คือ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งถือเป็นใบนำทาง
สำหรับการยกระดับคุณภาพชีวิต มิใช่เพียงสำหรับคนไทยเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงคนจากทั่วโลก

        การยอมรับในระดับนานาชาติของความสำคัญของปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงมีมากขึ้น หลังจากที่สำนักงานโครงการพัฒนา
แห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Program
หรือ UNDP) ได้จัดพิมพ์รายงานการพัฒนามนุษย์ของประเทศไทย
ฉบับปี พ.ศ. 2550 (Thailand Human Development Report 2007)
ภายใต้ชื่อ เศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนามนุษย์
รายงานนี้เป็นผลของความร่วมมือนานนับปี ระหว่างผู้เชี่ยวชาญไทย
และผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ พร้อมด้วยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่
และนักวิชาการฝ่ายไทยหลายคน ซึ่งมุ่งมั่นที่จะทำให้ปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
 
        ในบทนำของรายงาน นายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์
ได้กล่าวว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้พระราชทานให้คน ไทยได้ฝังรากลึกในสังคมไทย
และได้กลายเป็นปรัชญาชี้นำยุทธศาสตร์และนโยบาย
การพัฒนาประเทศ ซึ่งรวมถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 10 ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างปี พ.ศ. 2550–2554
   
        นางโจอานา เมอร์ลิน-เชาล์เตส (Joana Merlin-Scholtes)
ผู้ประสานงานสหประชาชาติและผู้แทนสำนักงานโครงการพัฒนา
แห่งสหประชาชาติ ได้กล่าวเพิ่มเติมในpreface ว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มีความเชื่อมโยงกับสภาวะการณ์ของโลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ
ภาวะโลกร้อนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ยั่งยืน
ปรัชญานี้มุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีสมดุลมากขึ้น
ซึ่งนับว่าเป็นทางเลือกที่เป็นที่ต้องการมากกว่าสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้
นายเฉลิม เกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษ
เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)
เป็นหนึ่งในบรรดาผู้เชี่ยวชาญไทย 4 คน ที่เป็นที่รู้จักกันดี
ในเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
นายเฉลิมเกียรติ ได้อธิบายเกี่ยวกับหลักการ
และมุมด้านอื่นๆ ของปรัชญา ดังนี้

        เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงยึดเป็นแนว ทางในการดำเนินชีวิตของพระองค์เอง
โดยพระองค์ได้พระราชทานให้คนไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2517
แต่ในขณะนั้นคนไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าใดนัก
เพราะกำลังฟุ้งเฟ้ออยู่กับการเจริญเติบโตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ที่รวดเร็ว ซึ่งในอันที่จริงแล้วได้กลับกลายเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่
 
        นายเฉลิมเกียรติ ระบุว่า ในขณะที่ประเทศไทยกำลังทนทุกข์ทรมาน
กับวิกฤติเศรษฐกิจในปี พ.ศ.2540 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้พระราชทานขวัญและกำลังใจให้กับคนไทย และได้ทรงแนะนำ
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อเป็นแนวทางให้สามารถเอาตัวรอดจากวิกฤติต่างๆ
 
        นายเฉลิมเกียรติกล่าวต่อว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา
ที่เน้นทางสายกลางใน การดำรงชีวิตของผู้คนทุกเพศทุกวัยและทุกอาชีพ
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงส่ง เสริมให้ประชาชนมีความพอเพียง
ในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
ตลอดจนด้านจิตใจและสังคม และยังสามารถประยุกต์ใช้ได้
ทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และประเทศ
 
        นายเฉลิมเกียรติอธิบายเพิ่มเติมว่าตามพระราชดำริ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มีหลักการที่สำคัญ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ
ซึ่งหมายถึงการไม่สุดโต่งและดำเนินกิจกรรมด้วยความระมัดระวัง
พร้อมๆ ไปกับการพึ่งพาอาศัยกันตามธรรมชาติของปัจจัยต่างๆ   
ความมีเหตุมีผล ซึ่งหมายถึงการดำเนินกิจกรรมด้วยความยืดหยุ่น
เพื่อให้ได้มาตรฐานการดำรง ชีวิตที่เป็นที่พอใจ โดยไม่ติดกับความเกินพอ
หรือความฟุ่มเฟือย และความมีภูมิคุ้มกันที่ดี ซึ่งหมายถึงการป้องกัน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักๆ จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก
นายเฉลิมเกียรติกล่าวอีกว่าเพื่อให้บรรลุเป้า หมายความพอเพียง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแนะนำให้ใช้ความรู้
และเทคโนโลยีในการวางแผนและดำเนินกิจกรรมด้วยความระมัดระวัง
ตลอดจนการเสริม สร้างความเข้มแข็งด้านศีลธรรมของประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความซื่อสัตย์และความจริงใจต่อกัน
 
        นายเฉลิมเกียรติยังอธิบายด้วยว่าในระดับปัจเจกบุคคล
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเน้นให้ประชาชนพออยู่พอกิน
ซึ่งจะนำไปสู่ความพอเพียงและความมีภูมิคุ้มกันที่ดี
หลังจากนั้นประชาชนจึง จะสามารถปฏิบัติตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ในระดับชุมชนต่อไป สำหรับระดับ ประเทศ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ชี้นำแนวทางใหม่เพื่อบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ มั่นคง ไม่โอนเอียง
และยั่งยืน ดังนั้นประโยชน์ของเศรษฐกิจพอเพียงจึงตกอยู่กับประชาชนทุกภาคส่วน
 
        นายเฉลิมเกียรติกล่าวต่อไปว่า “เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่
ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จึงได้ทรงแนะนำเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการ เกษตรที่ปฏิบัติได้จริง
เพื่อให้ประชาชนมีความพอเพียง ซึ่งก็คือการเกษตรทฤษฎีใหม่
การเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นแนวทางการบริหารจัดการที่ดินและน้ำ
ที่เป็นระบบซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เกษตรกรพออยู่พอกินเท่านั้น
แต่ยังมีความมั่นคงทางอาชีพด้วย การเกษตรทฤษฎีใหม่
ยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับครอบครัวและชุมชน
อย่างเป็นขั้นเป็นตอนอีกด้วย

Credit:  http://www.rdpb.go.th/rdpb/TH/BRANDSITE/newsdetail.aspx?718
Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #16 on: October 19, 2008, 11:39:29 AM »

“วาเด็ง ปูเต๊ะ” พระสหายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

       กิ่งอ้อ เล่าฮง
       ไพรัช มิ่งขวัญ
       ศูนย์ข่าวอิศรา,สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
       (www.tjanews.org)
       
       “เป็นไปได้อย่างไรที่คนสามจังหวัดจะอยู่กันอย่างแคบๆ
ประเทศเปรียบเหมือนรั้วบ้าน อยู่ที่กว้างๆ กับอยู่ที่แคบๆ อย่างไหนดีกว่ากัน”
       
       ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ขณะที่ “วาเด็ง ปูเต๊ะ”
ผู้เฒ่าวัย 70 ปีแห่งบ้านบาเลาะ ต. ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการดูแลต้นทุเรียนและลองกองในสวน
ช่วงเวลาใกล้ค่ำได้เห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา หนึ่งในจำนวนนั้น
ได้กวักมือเรียกให้เข้าไปหา แต่ตัวผู้เฒ่าเองกลับรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ
ไม่กล้าเข้าใกล้
       
       ผู้เฒ่าเห็นทหารกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา และบอกกล่าวว่า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร
ความเป็นไปได้ในการสร้างอาคารกั้นน้ำที่คลองน้ำจืดบ้านทุ่งเค็จ ต.แป้น
อ.สายบุรี
       
       “ตอนนั้นเป๊าะทราบแล้วว่าเป็นในหลวง แต่จะเข้าไปใกล้ๆ ก็ไม่กล้า
 เพราะว่านุ่งโสร่งตัวเดียว ไม่ได้สวมเสื้อ พอเข้าไปใกล้ๆ
ในหลวงก็บอกว่า จะมาขุดคลองชลประทานให้ พอได้ยินอย่างนั้น
เป๊าะก็ดีใจมาก คุยกันเยอะ ท่านถามว่าถ้าขุดคลองสายทุ่งเค็จนี้
จะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน เป๊าะบอกท่านว่าคลองเส้นนี้
มีที่ดินติดเขต ต.แป้น ทางเหนือขึ้นไปสุดที่ อ.ศรีสาคร
ในหลวงถามต่อว่า ถ้าไปออกทะเลจะมีกี่เกาะ
เป๊าะก็ตอบท่านไปว่ามี 4 เกาะ ท่านก็ชมว่า เก่งสามารถจำทุกที่ที่ผ่านไปได้
แล้วท่านก็เปิดดูแผนที่ที่นำมาด้วย แล้วบอกว่า เป๊าะรู้จริง ไม่โกหก
ทุกสิ่งที่เป๊าะบอกมีอยู่ในแผนที่ของพระองค์แล้ว” เป๊าะเด็งในวัย 90 ปี
ทบทวนความทรงจำด้วยแววตาสดชื่น
       
       “ในหลวงคุยกับเป๊าะเป็นภาษามลายู ท่านพูดมลายูสำเนียงไทรบุรี
คุยกันก็เข้าใจเลย พอเจอกันบ่อยๆ คุยกัน มีความเห็นตรงกัน
ท่านก็เลยรับเป๊าะเป็นพระสหาย เป๊าะบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่บอกท่านไป
 ทั้งหมดเป็นความจริง พูดโกหกไม่ได้จะเป็นบาป ” เป๊าะเด็ง กล่าว
       
       หลังจากได้กราบบังคมทูลเส้นทางขุดคลองในโครงการพระราชดำริแล้ว
ในครั้งนั้นผู้เฒ่าแห่งบ้านเบาะเลาะ ยังได้ถวายที่ดินเพื่อดำเนินโครงการ
พระราชดำริอีกด้วย และหลังขุดคลองชลประทานดังกล่าวเสร็จแล้ว
ทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ มาทรงงาน
และประทับแปรพระราชฐานที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์
จังหวัดนราธิวาส เป๊าะเด็งก็จะไปเข้าเฝ้าฯ แทบทุกครั้ง
หรือบางครั้งถ้าหากคิดถึงพระองค์มากๆ
เป๊าะเด็งก็จะไปขอเข้าเฝ้าถึงพระราชวังสวนจิตรลดา
       
       “เวลาถึงหน้าทุเรียน ลองกอง จำปาดะ ก็จะนึกถึงในหลวงตลอด
ถ้าท่านมาที่นี่ ก็เอาไปถวายที่นี่ บางปีท่านไม่ได้มา เป๊าะก็ส่งผลไม้
ไปถวายท่าน ทางไปรษณีย์ ส่งอีเอ็มเอสไปเลย เวลาไปส่ง
เป๊าะเขียนหนังสือไม่เป็น ก็บอกเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ว่า
จะส่งของไปให้ในหลวงที่สวนจิตร เขาก็จัดการให้”
เป๊าะเด็ง เล่าด้วยภาษามลายูผ่านล่าม
       
       เป๊าะเด็ง บอกว่า ผลไม้ที่ส่งไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถนั้นถึงพระหัตถ์เสมอ
เพราะทุกครั้งที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้า ทั้งสองพระองค์
มักจะมีรับสั่งว่า “ขอบใจ ผลไม้ที่ส่งไปให้ ได้รับแล้ว”
       
       เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ได้เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งมาเยี่ยมเยียนราษฎรที่บ้านละเวง
เป๊าะเด็งก็ได้ไปเข้าเฝ้า
       
       “บอกท่านว่า จะเอาเงาะ ลองกองมาให้ ท่านก็บอกว่า ไม่เอา
ปีนี้ผลไม้ราคาไม่ดี ไม่มีคนเข้ามาซื้อ ลำบาก
ให้เป๊าะเก็บไว้ให้ลูกหลานกินเถอะ เมื่อวันก่อนในหลวงก็ฝากอินทผลัม
มาให้ เป๊าะเองเวลามีผลไม้ดีๆ จะคิดถึงท่านมากๆ ลูกๆ ของท่านทุกคน
เวลามา เป๊าะก็ได้ไปหา ทุกคนพูดภาษามลายูได้”
       
       เป๊าะเด็ง เล่าว่า เสียค่าส่งผลไม้ไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ครั้งละ 1,000 กว่าบาท เป๊าะเด็งอยากให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถได้เสวยผลไม้ที่ส่งไปถวาย
เช่นเดียวกับที่ดินที่ถวายไป เป๊าะเด็งก็ไม่เคยคิดเสียดายแม้แต่น้อย
และหากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระประสงค์จะใช้ประโยชน์
ที่บริเวณไหนที่เป็นของเป๊าะเด็งแล้ว เป๊าะเด็งพร้อมที่จะทูลเกล้าฯถวายให้ทั้งหมด
       
       “เมื่อในหลวงมาที่ อ.แม่ลานครั้งล่าสุด พอเจอเป๊าะก็เข้าไปกอดเลย
ไม่ได้พูดอะไรกับท่าน ท่านรู้นิสัยเป๊าะดีว่าไม่ค่อยพูดอะไร ท่านก็เรียกเป๊าะ”
       
       “คิดถึงท่านที่สุดเลย” เป๊าะเด็ง บอกผ่านล่าม
เมื่อถูกถามว่ารู้สึกอย่างไรหากไม่ได้เจอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนานๆ
       
       เป๊าะเด็ง ยังกล่าวถึงปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า
       
       “ไม่รู้ว่าโคลนมาจากไหน” เพราะที่ผ่านมาไทยพุทธและมุสลิม
อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ชาวบ้านด้วยกันเองไม่เคยมีความขัดแย้ง
แบ่งแยก แต่ปัญหานี้ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ออกไปทำมาหากินไม่ได้
ไม่กล้าออกไปทำงาน ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์รู้สึกไม่สบายใจเลย
เพราะศาสนาไม่เคยทำให้เกิดความแตกต่างหรือทำให้เกิดการแตกแยกกัน
       
       แม้จะมีปัญหาความไม่สงบเกิดขึ้นอยู่ทั่วไปพื้นที่ต่างๆ
แต่สำหรับความรู้สึกของชาวไทยมุสลิมอย่างเป๊าะเด็ง
ยังเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่เคยมีความรู้สึกแบ่งฝักฝ่าย
และความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิมในหมู่บ้าน
โดยเฉพาะกับคนรุ่นเก่าๆ ยังเหมือนเดิม
       
       “คนที่ไม่หวังดี มีน้อย ถ้าเป็นผู้ไม่หวังดีจริงๆ เขาจะเข้าไปอยู่ในป่า
แต่อยู่หลายๆ วันจะอยู่ได้ยังไง เป๊าะสงสัยจะเป็นคนอื่น คนก่อการร้าย
เดี๋ยวนี้ไม่ได้อยู่ในป่าเหมือนก่อน แต่มักจะอยู่ในตลาดไม่รู้ว่าเป็นแผนการ
ของใคร ปัญหานี้ชาวบ้านหนักใจแต่ในหลวงคงหนักใจยิ่งกว่าพวกเราอีก
เพราะประชาชนของพระองค์เดือดร้อน”
       
       เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับปัญหาที่รัฐอ้างว่าความไม่สงบที่เกิดขึ้น
เพราะมีกลุ่มคนที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน และมีการเรียกร้อง
เอารัฐปัตตานีกลับคืน เป๊าะเด็ง กล่าวว่าการนำรัฐปัตตานีคืน
จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนสามจังหวัดจะอยู่กันอย่างแคบๆ
ประเทศเปรียบเหมือนรั้วบ้าน อยู่ที่กว้างๆ กับอยู่ที่แคบๆ
อย่างไหนดีกว่ากัน ต้องถามชาวบ้านว่าต้องการแบบไหนดี
       
       “สิ่งพูดออกมาเป็นความจริงทั้งนั้น เมื่อก่อนเราจะไปไหนมาไหน
ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ทุกวันนี้จะออกไปไหนก็ไม่สบายใจ
เป๊าะก็กลัว ชาวบ้านแถวนี้ก็กลัวไม่กล้าออกไปไหน
กลัวเขาซุ่มอยู่ในป่า” เป๊าะเด็ง กล่าว
       
       เมื่อถามว่าเขาที่ว่านี้เป็นใคร? คำตอบสั้นๆ ที่ได้รับจากผู้เฒ่าใจดีคนนี้คือ
       
       “ไม่รู้เหมือนกัน ถ้ารู้ก็จะไปบอกในหลวง”
       
       “ทุกคนรู้จักลุงวาเด็ง” อภิรักษ์ สะมะแอ นายอำเภอสายบุรีกล่าว
       
       “ลุงวาเด็งเป็นที่รู้จักของชาวบ้านและข้าราชการใน ต.ปะเสยะวอดี
เพราะเป็นผู้ถวายที่ดินตามโครงการพัฒนาพรุแฆแฆ
เพื่อขุดคลองชลประทาน เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จพระราชดำเนินในปี 2535
       
       ลุงเป็นพระสหายของในหลวงจริงๆ ทุกพระองค์ที่เสด็จฯ
แปรพระราชฐานมาที่นราธิวาส จะเชิญลุงวาเด็งเข้าเฝ้าทุกครั้ง
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ท่านองคมนตรีพลากร สุวรรณรัตน์
ได้นำอินทผลัมพระราชทานจากในหลวงไปมอบให้ลุงวาเด็งที่บ้าน
แกจะเป็นห่วงในหลวงมากๆ เวลาหน้าผลไม้ก็จะส่งผลไม้อีเอ็มเอส
ทางไปรษณีย์ไปถวายในหลวงทุกปี ลุงผูกพันกับในหลวงมากๆ
ตอนที่ทราบข่าวว่าคุณพุ่มถึงแก่อสัญกรรม ก็อยากจะไปเฝ้าในหลวง
แต่ก็ไม่ได้ไป
       
       ลุงวาเด็งเป็นคนแก่ที่มีอัธยาศรัยไมตรีดี เป็นคนน่ารัก
ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร เมื่อตอนที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
เสด็จฯ มาประทับที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์
ลุงก็ได้มีโอกาสไปเข้าเฝ้า”
       
       “พระสหาย”
       
       เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้เสด็จพระราชดำเนินไปโครงการพัฒนาพรุแฆแฆ อ.สายบุรี จ.นราธิวาส
 ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมขนาดใหญ่ใช้ประโยชน์ไม่ได้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัสให้ศึกษาหาวิธีระบายน้ำ
ในที่ลุ่มยามน้ำหลากและเก็บกักไว้ใช้ยามหน้าแล้ง
ชาวบ้านจะได้มีน้ำใช้เพื่อการเพาะปลูก และเพื่อให้ได้ข้อมูลชัดเจน
จึงเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ณ บ้านเจาะใบ
ต.แป้น อ.สายบุรี และได้ประทับทอดพระเนตรพรุแฆแฆด้านตะวันตก
และทรงมีพระราชดำริกับชาวบ้านเป็นเวลานาน
       
       จนกระทั่งได้ข้อมูลใหม่จากชาวบ้านจึงสนพระทัยที่จะเสด็จฯ
ไปทอดพระเนตรความเป็นไปได้ในการสร้างอาคารกั้นน้ำที่คลองน้ำจืด
 บ้านทุ่งเค็จ แต่ติดด้วยเวลาเย็นแล้ว ในขณะที่ไม่ได้เตรียมเส้นทาง
ไว้รอรับเสด็จล่วงหน้า
       
       ที่สำคัญเป็นเส้นทางทุรกันดาร และรถยนต์ยังเข้าไปไม่ถึงจุดหมาย
 เจ้าหน้าที่จึงกราบบังคมทูลว่าเสด็จฯ ไปไม่ได้
       
       “ไปได้” พระราชดำรัสเพียงสั้นๆ รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนตัวลึกเข้าไป
ในหมู่บ้านท่ามกลางฝุ่นฟุ้งกระจาย จนรถคันหลังเกือบจะไม่เห็นรถคันหน้า
เมื่อสิ้นสุดเส้นทางรถยนต์จึงเสด็จฯ ตามทางเท้าเล็กๆ สองข้างรกชัฎต่อไป
อีกไกลด้วยพระบาท เมื่อถึงชายคลองน้ำจืดบ้านทุ่งเค็จนั้นตะวันลับขอบฟ้า
พอดี ทรงพิจารณาแผนที่ด้วยแสงจากไฟฉายเป็นเวลานาน
ท่ามกลางความมืดมิดและความตึงเครียดของเจ้าหน้าที่
รักษาความปลอดภัย แต่มิได้ทรงปริวิตกแต่อย่างใด
       
       ไม่นานนักก็มีเงาตะคุ่มของผู้คนเป็นวงรอบเมื่อที่เดินทางมา
เมื่อรู้ว่าผู้ยืนเด่นกลางดงไม้ในสวนลึก คือ พระเจ้าแผ่นดิน
นายวาเด็ง หนึ่งในบรรดาชาวไทยมุสลิมวัยกว่า 70 ปี
ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ พร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆ ด้วยโสร่งตัวเดียวไม่สวมเสื้อ
       
       นายมนูญ มุกข์ประดิษฐ์ ปัจจุบันคือ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษ
เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)
ซึ่งตามเสด็จเพื่อถวายงาน ได้บันทึกเหตุการณ์นี้เมื่อ 30 กันยายน 2535
ไว้ว่า ลุงวาเด็งมีโอกาสได้เข้าเฝ้าทั้งชุดนั้นอย่างใกล้ชิด
แล้วยังได้ถวายคำตอบเพื่อทรงถามข้อมูลได้อย่างคล่องแคล่ว
เมื่อรู้ว่าเสด็จพระราชดำเนินมาเพื่อพระราชทานความช่วยเหลือ
ลุงวาเด็งจึงกราบบังคมทูลเป็นภาษาพื้นบ้านว่าดีใจมาก
แต่ก็เหลียวซ้ายแลขวาผิดปกติ แล้วก็ตัดสินใจกราบบังคมทูลอย่างฉะฉาน
ว่า พระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาเยี่ยมทั้งที ไม่มีอะไรจะถวายเลย ผลไม้ในสวน
เพิ่งเก็บขายได้เงินมา 20,000 บาทก็นำไปซื้อเครื่องสูบน้ำ
ทั้งสวนเหลือทุเรียนผลเดียว หนำซ้ำยังดิบ
       
       มีเสียงเย้าว่า เครื่องสูบน้ำนั่นไง ยังใหม่อยู่ด้วย
       
       “ถอดเอาขึ้นรถขนไปเลย ขอถวายพระเจ้าอยู่หัว” ลุงวาเด็งกล่าวเด็ดเดี่ยว
โดยไม่เสียเวลาคิด แล้วยิ้มซื่อโดยไม่คิดว่าเป็นการพูดเล่น
และด้วยท่าทียินดีที่จะสละสมบัติมีค่าชิ้นเดียวซึ่งได้มาด้วยหยาดเหงื่อ
และแรงกายจากการทำงานมาทั้งปี ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ผู้ที่ตามเสด็จฯเกิดความรู้สึกตื้นตันใจ เมื่อเห็นอากัปกิริยาอันเป็นธรรมชาติ
ที่ไม่ได้เสแสร้งของลุงวาเด็ง
       
       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวลอย่างมีความสุขไม่ต่างไปจากลุงวาเด็ง
       
       (ข้อมูลจากนิตยสารอีคอนนิวส์ ฉบับที่ 335 วันที่ 2 สิงหาคม 2542)
Logged
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #17 on: October 19, 2008, 07:27:52 PM »

สำนักงาน กปร. ลงพื้นที่ดูผลความสำเร็จตามแนวพระราชดำริ
อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา

สำนักงาน กปร. โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์ ได้ลงพื้นที่ดูผลความสำเร็จ
ตามแนวพระราชดำริ  ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา 
ซึ่งเป็นเกษตกรและประชาชนที่ได้รับรางวัลจากการประกวดผลงาน
ตามปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ที่สำนักงาน กปร.จัดขึ้น
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

โดยในกลุ่มประชาชนทั่วไปได้แก่นายจิต เพ็ชรกาล














ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ ได้แก่นายสุเทพ อหิงสะโร









Credit:  http://www.rdpb.go.th/rdpb/TH/BRANDSITE/newsdetail.aspx?1029
Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #18 on: October 20, 2008, 07:00:32 AM »

ที่ทำงานของผม คือ สถานีวิทยุกระจายเสียง 912 อ.เมือง จ.นราธิวาส
เป็นหน่วยงานที่ เล็ก แต่ทุกคนทำงานหนัก ภาระกิจ ตั้งแต่ปี 2512
เรามีภาระกิจสำคัญในแต่ละปี ที่ต้องปฏิบัติดังที่เคยเล่าให้ฟังกันมาแล้ว
คือ ห้วงของเดือน กันยายน - ตุลาคม เราจะมีภาระกิจรับ-ส่งเสด็จ
พระบรมวงศานุวงศ์ กันและงานแข่งเรือหน้าพระที่นั่งแห่งเดียว
ของประเทศไทย ภาระกิจสำคัญสำคัญ อีกประการหนึ่งของ หน่วยเล็กๆ
อย่าง สถานีวิทยุ 912 คือการแสดงดนตรี ขออนุญาตโปรโมทหน่วยซักนิด
เมื่อก่อน เราเป็น กรป.กลาง ตอนนี้เป็น นทพ. คือหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา
เลข 9 คือเลขมงคล หมายถึงรัชกาลที่ 9 ส่วนคำว่า 12 มาจากปี 2512
คือปีที่อนุมัติจัดตั้งสถานีวิทยุ ที่กรุงเทพมี 919 สกลนครมี 909
เพชรบูรณ์มี 921 อุทัยธานีมี 934 เชียงรายมี 934 ภาระกิจของหน่วย
ทำงานกันตั้งแต่ ปี 2513 เริ่มต้นออกอากาศภายในห้องส่ง เอ.เอ็ม.ของเรา
บริเวณ เพดาน จะมีกระดาษพระราชทาน มีพระปรมาภิไธยย่อ ภปร.
แผ่นสีเหลืองทองอายุ 20 ปีขึ้นปี แผ่นกระดาษแผ่นนั้น มีรายละเอียดคือ
"ความฝันอันสูงสุด" เป็นเนื้อ เพลง พระราชนิพนธ์
และลงท้าย แผ่นกระดาษ ว่า "ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
พระราชทานแก่บรรดาผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ" 
ที่สถานีมีวงดนตรี อยู่ 1 วง เป็นวงดนตรี ปจว.(ปฏิบัติการจิตวิทยา)
ใช่ครับ ไม่ได้ไปเล่นที่ เซ็นทรัลเวิล หรือ พารากอน แต่เราไป
อ.เจาะไอร้อง สุคิริน สุไหงปาดี บาเจาะ ทุกอำเภอใน จ.นราธิวาส
ล่วง ปีที่ อ.ทุ่งยางแดง ของปัตตานี และ จะนะของ สงขลาเราก็ไปมาแล้ว
เวลาไปแต่ละครั้ง ก็จะเบิก ปืน กันคนละกระบอก 2 กระบอก
เหมือนในภาพที่เคยลงใน เฮฮาประสารุ่นถ้าจะไม่ผิด ผมไม่ได้
เป็นนักดนตรี แต่เคยเป็นเมื่อหลายปีก่อน แต่ เมื่อมีภาระกิจงานมากขึ้น
เลยไปทำงานอย่างอื่นแทน แต่การเดินทางไปในแต่ละครั้ง
จะมีการนำเกมส์ไปเล่น สำรวจการรับฟังสถานีของเรา หรือบางครั้ง
มีถ่ายทอดเสียง เรื่องวงดนตรี นั้นมีมือกลอง ชื่อ แบยี (ชื่อเล่น)
แบมาจากบัง หรือ บังยี ประวัติโชกโชน เคยเล่นในแคมป์ จีไอที่อุดร
(อายุมากแล้ว) แกเคยออดิชั่น กับวงของ ชัยรัตน์ เทียบเทียม
และวงดนตรีเก่าๆ อย่าง ร๊อคเคสตรา ในอดีต แต่สิ่งที่แกลืมไม่ได้คือ
มีอยู่ปีหนึ่ง แกเรียนอยู่ที่ ว.เทคนิคนราธิวาส เป็นมือกลอง ของ สถาบัน
ปีนั้น ในหลวง เสด็จแปรพระราชฐาน มายัง พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์
หลายคนทราบ แนวเพลงที่ในหลวงโปรดคือ แจ๊ซ ครับ
ในนราธิวาสเล่นแจ๊ซกี่คนครับ น้อยครับ  ไม่มีใครรู้จักบังยี หรือ แบยี
แต่ผมรู้จักเค้า ด้วยความเคารพ แกจะเล่าให้ผมฟังอย่างมีความสุขทุกครั้ง
ว่า ปีนั้น นักดนตรีของ ว.เทคนิคนราธิวาส ได้รับพระบรมราชวโรกาสถวาย
การเล่นดนตรี ร่วมกับ ในหลวง ครับ ตรงนี้แหละครับสำคัญ "ในหลวงทรง
เครื่องเป่า วันนั้นเราเล่น ทั้ง แจ๊ซ และ สตริงคอมโบ้" นี่เป็นห้วงคำนึง
ของ บังยีที่น้อยคนจะมีโอกาสได้สัมผัส
ปลายปี 50 มี แคมเปญ "รูปที่มีทุกบ้าน" บ้านของ บังยีคนเดิมนี่หละครับ
แก่เปิดเป็น ร้านอาหารตามสั่ง เล็กๆ มีรูปในหลวง
(ไม่ได้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เท่าใดนัก) แต่แก ติดด้วยความเคารพ
ด้วยความสำนักในพระมหากรุณาธิคุณ อาจจะมีบางส่วนฉีกขาดบ้าง
เจ้าของรายการที่ทำสกู๊ป เรื่องรูปที่มีทุกบ้าน
เท่าที่ทราบ มี คนค้นคน และ รายการพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อไปหารูป
ที่มีทุกบ้านทั่วประเทศ ทีมงานเดินทางมายังจ.นราธิวาส
และเดินเข้ามาที่ร้าน ของ บังยี แกได้ออกทีวีอีกครั้ง ด้วยพระบารมี
ของในหลวง ด้วยพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จ
และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนารถ ปลื้มใจมาก ครับ
ผมได้ยิน เพื่อนรุ่น พ่อ เล่าให้ฟัง ในห้วงคำนึกแกเล่าด้วยความสุขทุกครั้ง
และเป็นความดีใจของพสกนิกรของในหลวง ที่เอ่ยเรื่องนี้ 
ผมซึมซับเรื่องราวโดยไม่ต้องผ่านตัวหนังสือ หรือ สิ่งพิมพ์
แต่ผม ประสบกับตัวเอง และมีความสุขทุกครั้ง เหมือนกับบังยี
ที่ผมได้มีโอกาสเล่าเรื่องที่เป็นมงคล อย่างนี้ให้ทุกท่านได้รับทราบกันครับ

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ 
Logged
เสริม
Administrator
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 3
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 9,631



« Reply #19 on: October 21, 2008, 09:54:08 AM »

ทรงพระเจริญ

หลายโครงการไม่เคยรู้เลยนะน้องๆ ขอบคุณจ้า  Smiley
Logged
AEDAK
เชียร์ รีดเดอร์
ศาสตราจารย์
***

Popular Vote: 0
Offline Offline

Posts: 3,338



« Reply #20 on: October 21, 2008, 10:21:20 AM »

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ
Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #21 on: October 21, 2008, 10:55:08 AM »

...ความสงบหนักแน่นเป็นเครื่องผ่อนปรนระงับความรุนแรง
ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจในกันและกันได้ทุกกรณี
โดยเฉพาะความสงบหนักแน่นในจิตใจนั้น ทำให้เกิดความยั้งคิดพิจารณา
ตามเหตุตามผล จึงช่วยให้สามารถขบคิด วินิจฉัยเรื่องราวปัญหา
และกระทำได้ถูกต้องพอเหมาะพอดี มีประสิทธิผล...
 
  พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล
ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร วันพฤหัสบดี 2 ก.ค.2535)
Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #22 on: October 21, 2008, 12:37:39 PM »

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2549 เวลา 14.00 น.
องค์การบริหารส่วนตำบลคลองเขม้า ร่วมกับ คณะครูอาจารย์
โรงเรียนฮีดายาตุดดีนนาวงวิทยา จัดกิจกรรมเพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดี
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
ที่สนามหน้า โรงเรียนฮิดายาตุดดีนนางวิทยา ต.คลองเขม้า อ.เหนือคลอง
จังหวัดกระบี่ โดยมีคณะครูอาจารย์ นักเรียนของโรงเรียนฮิดายาตุดดีนนาวงวิทยา
จำนวนกว่า 500 คน นำโดยอาจารย์ดลหล้า ไร่ใหญ่
เจ้าของโรงเรียน(ผู้รับใบอนุญาต) ประธานในพิธี ได้กล่าวเฉลิมพระเกียรติ
แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และกล่าวนำบทขอพรต่อพระผู้เป็นเจ้า
ให้พระองค์ทรงพลานามัยสมบูรณ์ อายุยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญ
ของปวงชนชาวไทยสืบไป นอกจากคณะครูและนักเรียนแล้วภายในพิธี
ยังมีประชาชนชาวมุสลิมในพื้นที่ดังกล่าวเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

นายดลหล้า พยายาม เจ้าของโรงเรียนฮิดายาตุดดีนนาวงวิทยา
ได้กล่าวภายหลังจากเสร็จพิธีฯว่า เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลอง
ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
เป็นโอกาสอันดีที่ โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม หรือโรงเรียนปอเนาะ
ในจังหวัดกระบี่ ได้มีโอกาสร่วมแสดงความจงรักภัคดีแด่ในหลวงของเรา
ในฐานะที่เป็นประชาชนชาวไทยรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
ของพระองค์ท่านเป็นอย่างดี จึงได้แสดงออกถึงความจงรักภัคดี
ต่อพระองค์ในรูปแบบการร่วมกันขอพรให้กับพระองค์ท่าน
ให้มีอายุยิ่งยืนนาน เพราะ ตลอดระยะเวลาที่พระงค์ทรงครองสิริราชสมบัตินั้น
พระองค์ทรงครองแผ่นดินโดยธรรม ทรงยอมรับความแตกต่าง
และความหลากหลายทางศาสนา นำมาซึ่งความสงบสุข ร่มเย็นของมหาชน
ชาวไทย ตามพระราชดำรัสของพระองค์ ที่ว่า เราจะครองแผ่นดิน
โดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม
 
หน่วยงานที่แจ้งประชาสัมพันธ์
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกระบี่
14 มิ.ย. 49 10:03:40
 
Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #23 on: October 21, 2008, 12:39:21 PM »

- พระราชปณิธานที่จะให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สามารถพูดภาษาไทยได้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำรัส
ในคราวเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรจังหวัดยะลา ณ คุรุสัมมนาคาร ภาคศึกษา ๒
(สำนักงานศึกษาธิการเขต เขตการศึกษา ๒ ในปัจจุบัน)
เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๐๒ ตอนหนึ่งว่า

          "…การศึกษาที่นี่สำคัญมาก ให้พยายามจัดให้ดี
ห้พลเมืองสามารถพูดภาษาไทยได้ แม้จะพูดได้ไม่มากนัก
เพียงแต่พอรู้เรื่องกันก็ยังดี เท่าที่ผ่านมาคราวนี้มีผู้ไม่รู้ภาษาไทย
ต้องใช้ล่ามแปลควรให้พูดเข้าใจกันได้ เพื่อสะดวกในการติดต่อซึ่งกันและกัน…"

          ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดปัตตานี
ยะลา และนราธิวาส นับถือศาสนาอิสลาม และใช้ภาษามะลายูท้องถิ่น
ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ ในการติดต่อกับทางราชการหรือทางราชการ
จะให้ข่าวสารไปถึงประชาชน ก็ต้องใช้การแปลกันเป็นเรื่องสำคัญ
กระทรวงศึกษา ธิการจึงได้ถือพระราชดำรัสที่ได้เชิญมานี้เป็นเป้าหมาย
ในการจัดและพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือในท้องที่
ที่ได้จัดเป็นเขตการศึกษา ๒ ซึ่งได้แก่ท้องที่จังหวัดยะลา ปัตตานี
นราธิวาส และสตูล ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๒ เป็นต้นมา

Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #24 on: October 21, 2008, 12:43:28 PM »

โดย..อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ (อับดุลสุโก ดินอะ)
shukur2003@yahoo.co.uk

นักศึกษาปริญญาเอกศาสนาเปรียบเทียบมหาวิทยาลัยอิสลามนานาชาติ มาเลเซีย
ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา

...................................

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตากรุณา ปราณี เสมอ
ขอความสันติมีแด่ศาสดามูฮัมหมัด และสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่าพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก
พระองค์ทรงดำเนินพระราชกรณียกิจต่างๆ อันเป็นประโยชน์โดยตรง
แก่พสกนิกรของพระองค์ โดยไม่ทรงถือความแตกต่างในด้านศาสนา
แต่ประการใด

ทุกศาสนาในประเทศไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์
โดยทัดเทียมกัน ทำให้ความรู้สึกกตัญญูของพสกนิกร ทุกศาสนา
ที่มีต่อพระองค์ ประหนึ่งความรู้สึกกตัญญูของลูกที่มีต่อพ่อ

ความแตกต่างทางศาสนาไม่ได้กร่อนทำลายความรู้สึกดังกล่าวแม้แต่น้อย
 ชนชาติไทยประกอบด้วยเชื้อชาติดั้งเดิมหลายเชื้อชาติ
ซึ่งความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ แห่งชนชาติดั้งเดิมนั้น
ไม่ได้บ่อนเซาะความรู้สึกจงรักภักดีต่อพระองค์เลย

ด้วยพระองค์ทรงมีพระจริยานุวัตรอันเปี่ยมล้นด้วยทศพิธราชธรรม
ซึ่งทรงแผ่ขยายไพศาลออกไปทั่วทุกสารทิศ ประดุจดังสายลมรำเพย
เมื่อสัมผัสสิ่งใด ก็ยังความสดชื่นแก่สิ่งนั้นอย่างท่วมท้น
เป็นอานุภาพที่ชำแรกสู่จิตวิญญาณของพสกนิกร สถิตอย่างถาวร
มั่นคงไม่สั่นคลอน และแน่นแฟ้นไม่หวั่นไหว

พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์นั้น มิใช่เป็นเพียงนามธรรมที่หวังจำนรรจ์
เพื่อความไพเราะทางภาษา แต่เป็นรูปธรรมที่สามารถสัมผัสได้นั้นคือ
พระกรณียกิจที่กำหนดเป็นโครงการแผนงานดังกล่าวมาปฏิบัติ
อย่างต่อเนื่องจนเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน กระจายออกไปทั่วราชอาณาจักร
ปรากฏเป็นหลักฐานที่เด่นชัด เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก

โครงการในพระราชดำริที่ดำเนินในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งมีพี่น้องมุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ โครงการเหล่านั้น
อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่พี่น้องมุสลิม ด้วยมูลค่าทางวัตถุมหาศาล
แต่มูลค่าทางจิตใจยิ่งใหญ่กว่ามากมาย

มุสลิมจำนวนมากที่ได้รับพระมหากรุณาทรงอุปถัมภ์โดยตรง
ไม่ว่าในด้านการรักษาพยาบาลการอาชีพ การศึกษา หรือ การศาสนาก็ตาม

ทรงพระราชทานรางวัลครูสอนศาสนาดีเด่นทุกปี
ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ดำเนินการโดยกระทรวงศึกษาธิการ

ทรงพระราชทานรางวัลมัสยิดดีเด่นทุกปี ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
ดำเนินการโดยกระทรวงมหาดไทย

ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ สร้างมัสยิดหรือสมทบทุน
ก่อสร้างมัสยิดหลายแห่ง

ทรงมีพระราชดำริให้รัฐบาลจัดสร้างมัสยิดประจำจังหวัด 4 จังหวัด
จนครบถ้วน คือ มัสยิดกลางประจำจังหวัดปัตตานี
มัสยิดกลางประจำจังหวัดยะลา มัสยิดกลางประจำจังหวัดสตูล
และมัสยิดกลางประจำจังหวัดนราธิวาส

ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่นายต่วน สุวรรณศาสน์
อดีตจุฬาราชมนตรี อธิบายความหมายอัลกุรอาน เป็นภาษาไทย

ทรงสนับสนุนให้รัฐบาลจัดงบประมาณก่อสร้างศูนย์บริหารกิจการ
ศาสนาอิสลาม ในสมัยนายประเสริฐ มะหะหมัด อดีตจุฬาราชมนตรี

ทรงวางพระองค์เป็นกันเองกับพสกนิกรมุสลิมที่เข้าเฝ้าฯ
และทรงพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ทุกคนเข้าเฝ้าฯ
อย่างใกล้ชิด ทรงมีพระราชปฏิสันฐานกับพสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ
อย่างสนิทสนมไม่ถือพระองค์

มุสลิมจำนวนไม่น้อยที่รับพระมหากรุณา และไว้วางพระราชหฤทัย
ให้ทำงานสนองพระบรมราชโองการอย่างใกล้ขิด และต่อเนื่องยาวนาน

ทรงสนใจศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นและศึกษาวัฒนธรรมนั้นอย่างให้เกียรติ
ทรงทอดพระเนตรการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น อย่างตั้งพระทัยด้วย
เวลาอันยาวนาน

ทรงศึกษาภาษามลายูท้องถิ่น จนทรงมีพระปรีชาสามารถสนทนา
กับชาวพื้นเมืองด้วยภาษาดังกล่าว จนบางครั้งทรงสัพยอกชาวเมือง
ด้วยภาษาของเขา จนเขาต้องหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตัน

ความสนิมสนมต่อพสกนิกรมุสลิมชาวภาคใต้ที่ทรงพระราชทานแก่พวกเขา
ได้ทำให้ทำนบทางจิตใจที่ขวางกั้นด้วยวรรณะ ระหว่างพสกนิกร
กับพระองค์พังทลาย จนพสกนิกรกล้าทักทายพระองค์
ด้วยการเรียกพระองค์ว่า "ในหลวง" และบางคนทักทายพระองค์
ด้วยภาษามลายูว่า "ราญอ" เมื่อพระองค์ทรงได้ยินการทักทาย
อันบริสุทธิ์นั้น พระองค์ทรงพระราชดำเนินแหวกวงล้อมของเจ้าหน้าที่
เข้าไปยังพสกนิกรที่ทักทายนั้นทันที และทรงมีพระราชปฏิสันฐานกับเขา
อย่างไม่ถือพระองค์ ท่ามกลางความตระหนกของเจ้าหน้าที่อารักขาพระองค์
Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #25 on: October 21, 2008, 12:48:04 PM »

คำประกาศราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุด ด้านการพัฒนามนุษย์
โดย เลขาธิการสหประชาชาติ วันที่ 26 พฤษภาคม 2549
 
ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม
 
สหประชาชาติมีความปลาบปลื้มยินดีในเกียรติยศอันยิ่งใหญ่
ที่ได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ
ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล "ความสำเร็จสูงสุด ด้านการพัฒนามนุษย์"
ซึ่งเป็นรางวัลชิ้นแรกของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)
จัดทำขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสแห่งการเฉลิมฉลอง
สิริราชสมบัติครบหกสิบปี
 
ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ได้ทรงมุ่งมั่นบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ
นานัปการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของปวงชนชาวไทย
อยู่เป็นนิจศีล เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก
จึงต่างกล่าวขานพระนามพระองค์ว่าทรงเป็น "พระมหากษัตริย์นักพัฒนา"
ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีพระราชหฤทัยเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา
ต่อพสกนิกรผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส โดยไม่ทรงแบ่งแยกสถานะ
ศาสนา ชาติพันธุ์ หรือหมู่เหล่า ทรงสดับรับฟังปัญหาความทุกข์ยาก
ของราษฎรและพระราชทานแนวทางการดำรงชีวิตเพื่อให้ประชาชน
ของพระองค์สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
 
โครงการในพระราชดำริต่างๆ เพื่อพัฒนาชนบทมีจำนวนมากมาย
และมิอาจนับได้ส่งผลต่อการสร้างสรรค์ความรู้ และนวัตกรรม
ที่เอื้อต่อความก้าวหน้าในการพัฒนา ยังประโยชน์ให้แก่พสกนิกรทั่วหล้า
อาทิ โครงการที่มุ่งเน้น การเกษตรขนาดเล็กด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม
โครงการที่มีการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน
รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาความเดือดร้อนจากน้ำท่วมและภัยแล้ง
 
ด้วยพระปรีชาสามารถในการเป็นนักคิดของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
และคุณูปการต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ทำให้นานาประเทศตื่นตัว
ในการปรับรูปการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดใหม่
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทที่มีต่อประชาราษฎร์
ที่ได้พระราชทานปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งชี้ถึงแนวทางการพัฒนา
ที่เน้นความสมดุล ความพอประมาณ ความมีเหตุผล สำนึกในคุณธรรม
และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี พอที่จะต้านทานและลดผลกระทบ
จากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จากกระแสโลกาภิวัตน์ ด้วยปรัชญาดังกล่าวนี้
สหประชาชาติจึงมุ่งเน้นเพียรพยายามและส่งเสริมการพัฒนาคน
ให้ความสำคัญต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นเป้าหมาย
ศูนย์กลางในการพัฒนา
 
รางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์นี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
มีปณิธานที่จะส่งเสริมประสบการณ์และนำแนวทางการปฏิบัติ
ในการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอันทรงคุณค่าอย่างหาที่สุดมิได้
ของพระองค์ท่าน มาช่วยจุดประกายแนวความคิดในปรัชญาดังกล่าว
สู่นานาประเทศต่อไป ในโอกาสนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามีความปลื้มปีติ
และภาคภูมิใจ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุด
ด้านการพัฒนามนุษย์ แด่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
 
แหล่งที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2548

 
Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #26 on: October 21, 2008, 12:51:42 PM »

. . . การทำงานนั้น กล่าวโดยสรุป ขึ้นอยู่กับความสามารถสองอย่าง
เป็นสำคัญ คือความสามารถในการใช้วิชาการอย่างหนึ่ง กับความสามารถ
ในการสัมพันธ์ติดต่อและประสานกับผู้อื่น ไม่ว่าจะในวงงานเดียวกัน
หรือต่างวงงานกัน อีกอย่างหนึ่ง ทั้งสองประการนี้ย่อมดำเนินควบคู่ไปด้วยกัน
และจำเป็นที่จะต้องกระทำด้วยจิตใจที่ใสสะอาดปราศจากอคติ
ต้องกระทำด้วยความคิดความเห็นที่อิสระ เป็นกลาง ถูกต้องตามหลักเหตุผล
 จึงจะมีความกระจ่างแจ่มแจ้งเกิดขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญช่วยให้สามารถมองเห็น
ถึงกระบวนการปฏิบัติทั้งปวงได้โดยตลอด ซึ่งจะยังผลให้งานทุกอย่างลุล่วง
ถึงจุดประสงค์ และบรรลุประโยชน์ที่ต้องการโดยครบถ้วนแท้จริงในที่สุด . . .

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร
ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา
วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๑๗   
Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #27 on: October 21, 2008, 12:58:27 PM »

“รายอกีตอ”...ในหลวงของเรา     
วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2005 14:53น. 
กิ่งอ้อ เล่าฮง
ไพรัช มิ่งขวัญ
ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย



        “เมื่อรู้ว่าในหลวงจะเสด็จฯ คนเฒ่าคนแก่ที่บ้านหาดบกมักคุยกันว่า
วันนี้ฝนตกแล้ว เราถือว่าท่านทรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของคนมุสลิม ทุกครั้ง
ที่เสด็จฯมา ทำให้ใจพวกเราชุ่มไปด้วยน้ำ เชื่อไหมว่าทุกครั้งที่ในหลวงเสด็จฯ
ที่นี่ฝนก็ตกจริงๆ”

 

 

วาเด็ง ปูเต๊ะ

      “เวลาคิดถึงในหลวง ไม่เจอพระองค์ท่านนานๆ เป๊าะก็จะเฝ้าดู
ทางโทรทัศน์” วาเด็ง ปูเต๊ะ พ่อเฒ่าชาวไทยมุสลิมวัย 90 ปี
เล่าความผูกพันที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เมื่อวันฮารีรายอที่ผ่านมา

         เป็นเวลากว่า 10 ปีมาแล้วนับจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้เสด็จพระราชดำเนินยังโครงการพัฒนาพรุแฆแฆ
ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริในเขตพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
โดยครั้งนั้น ”เป๊าะเด็ง” ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ และได้กราบบังคมทูล
ถึงสภาพแวดล้อมของพื้นที่บ้านบาเลาะ และคลองทุ่งเค็จ ซึ่งเป็นคลองตื้นเขิน

       ปัจจุบันสามารถขุดลอกขยายคลองทุ่งเค็จเป็นคลองชลประทานได้แล้ว
และเมื่อโครงการดังกล่าวเสร็จสิ้น  พ่อเฒ่าคนนี้ก็ได้รับมอบหมาย
ให้เป็นผู้ดูแลคลองชลประทานซึ่งมีความยาวจากหาดแฆแฆ
จรดคลองสายบุรี กระทั่งถึงทุกวันนี้

        ชาวบ้านบ้านบาเลาะ ต.ปะเสยะวอ เล่าว่า ครอบครัวของเป๊าะเด็ง
เป็นชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ถึงเวลาทำละหมาดก็เข้าไปละหมาดที่มัสยิด
ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้าน แต่หลังจากทำพิธีละหมาดเสร็จ ก็จะใช้เวลาขลุก
อยู่ในสวนจนเกือบค่ำ

         “สวนผลไม้ของเป๊าะเด็งได้ผลผลิตดีทุกๆ ปี เพราะการทำเกษตร
แบบแทบจะไม่ใช้เคมี แต่จะเป็นสวนเกษตรที่ผู้เฒ่าผู้แก่เรียกว่าสวนดุซง
คือปลูกต้นไม้และไม้ผลชนิดต่างๆ อยู่บนที่ดินผืนเดียวกันหมด
ที่สำคัญคือ เป๊าะเด็งมีที่ดินเยอะมาก”

        เป๊าะเด็งจะหัวเราะอย่างอารมณ์ดีทุกครั้งเมื่อถูกถามถึงความร่ำรวยที่ดิน
ก่อนจะบอกว่า “ที่ดินทั้งหมดนี้เป็นของในหลวง
หากท่านต้องการใช้ประโยชน์ เป๊าะยกให้หมดเลย”

           ผู้เฒ่าวาเด็ง เล่าว่า ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น
ไม่อยากให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปไหนไกลๆ
และไม่ใช่เป๊าะคนเดียวที่เป็นห่วง แต่ชาวบ้านทุกคนมีความรู้สึกเหมือนกันหมด
ไม่ต้องการให้พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปในพื้นที่อันตราย

          “เป๊าะเกิดไม่ทันยุครายาสายบุรี แต่ทันสมัยที่พระยาพิพิธภักดี
รวมเมืองสายบุรีกับยะหริ่งเข้าด้วยกัน ตอนเป๊าะยังหนุ่มๆ คนมุสลิมด้วยกัน
ก็ไม่มีใครพูดถึงปัญหาอะไรในพื้นที่ จำได้ว่าปีที่ในหลวงอานันทมหิดล
เสด็จขึ้นครองราชย์ เป๊าะรับจ้างทำงานได้เงินแล้ว”

          ผู้เฒ่าใจดี เล่าพลางชี้ชวนให้กินขนมตุมป๊ะ , ขนมตาแป
และขนมซาหมัน ที่วางอยู่ในสำรับตรงหน้า

         “เมื่อก่อนคลองเส้นนี้ น้ำใส มีปลาชะโด ปลาช่อนเยอะ
แต่ตอนนี้มีคนมายิงปลา พยายามทำให้ปลาสูญพันธุ์ เราต้องช่วยกันคิด
เพื่อให้เกิดความสงบสุข” เป็นข้อคิดจากพระสหายแห่งสายบุรี

       ความผูกพันระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
กับชาวบ้านไทยมุสลิมเกิดขึ้นในแทบทุกอณูพื้นที่
ไม่เว้นแม้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ไม่เคยได้เข้าเฝ้าฯเลย

         แต่ยามที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนิน ณ ที่ใดก็ตาม
พวกเขาก็จะรับรู้ได้...


 

 

อุเซ็ง สะแล

        “ในหลวงเสด็จฯ ไปไหน ชาวบ้านรู้กันทั่ว” ลุงอุเซ็ง สะแลแม 
ชาวบ้านปาตาติมอ ต.ตะลุบัน อ.สายบุรี ผู้สร้างตำนาน “ปลาร้องไห้”
เล่าด้วยแววตาสดใสยามเมื่อเอ่ยถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


 

 

แก้ว กลางนา

       ขณะที่ แก้ว กลางนา สาวไทยพุทธจาก จ.พะเยา
ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามตามสามี
และอาศัยอยู่ในบ้านปาตาติมอกว่า 20 ปี
จนสามารถพูดมลายูได้อย่างคล่องแคล่ว บอกว่า
 
        “ทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ เสด็จแปรพระราชฐานมาประทับยังพระตำหนัก
ทักษิณราชนิเวศน์ นั่นหมายถึงการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียน
ราษฎรในพื้นที่ และชาวบ้านก็จะใช้วิธีการบอกกันปากต่อปาก”

       “ในหลวงกับสมเด็จฯ ช่วยเหลือชาวบ้านที่นี่มาตลอด
พระองค์ท่านไม่เคยทอดทิ้งเลย ทุกครั้งที่เสด็จมา
ท่านจะมีสมุดจดเล่มหนึ่ง แล้วก็ถามเรื่องโน้นเรื่องนี้
คนนี้เป็นยังไง พระองค์ทรงมีแต่ให้ อยู่ที่นี่รู้ได้เลยว่า ชาวบ้านมุสลิม
จะผูกพันกับท่านมากๆ ท่านไม่ได้ทรงช่วยเหลืออย่างเดียว
แต่ท่านทรงเอาใจใส่ด้วย”

         เธอบอกว่า ทุกครั้งที่ชาวบ้านเดือดร้อนและความทราบถึงพระองค์ท่าน
ก็จะมีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลเสมอ

          “การขุดคลองที่บ้านไม้แก่น ต.บ้านบางตาหยาด
เป็นโครงการพระราชดำริของในหลวง แม้ท่านไม่ได้เสด็จมา
แต่ท่านก็มีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม
จะมีรถแบ็คโฮมาเตรียมไว้เลย”หญิงวัย 53 ปีจาก จ.พะเยา เล่า

        เธอย้ำว่า ชาวบ้านในหมู่บ้านปาตาติมอทั้งหมดไม่สบายใจ
กับเหตุร้ายที่เกิดขึ้น แต่ไม่มีใครกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ
เพราะเกรงว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ จะไม่ทรงสบายพระทัยที่ราษฎรของพระองค์มีทุกข์

         “เห็นท่านทรงงานหนัก พวกเราก็สงสารท่าน เป็นห่วง
บางทีพวกเราก็คุยกันว่า ถ้าไม่มีพระองค์ท่าน ไม่รู้เหมือนกันว่า
เราจะอยู่กันอย่างไร ที่ลูกได้เรียนหนังสือ มีกินมีใช้ทุกวันนี้
ก็เพราะในหลวงและพระราชินี ลุงอุเซ็งยังบอกเลยว่า
เมื่อก่อน ชาวบ้านจนจริงๆ เด็กๆที่นี่ได้รับทุนพระราชทานหลายคน
ใครไม่มีเงินท่านก็ส่งเรียน” แก้วเล่าขณะที่ลุงอุเซ็งนั่งยิ้มอยู่ข้างๆ

          เมื่อถามลุงอุเซ็งว่า ไม่ได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวงนานเท่าไหร่แล้ว
แก้วผู้อาสาเป็นล่ามแปลหันไปฟังคำตอบจากลุง ก่อนอธิบาย
เป็นภาษาไทยให้ฟังว่า “เข้าเฝ้าฯในหลวงครั้งแรกเมื่อปี 2536
แต่หลังจากนั้นท่านไม่ได้เสด็จฯ มาอีก แต่ได้เข้าเฝ้าฯ สมเด็จฯ ทุกครั้ง...
ถ้าเจอในหลวง คงจะพูดอะไรไม่ออก แค่ได้เห็นพระพักตร์
คงต้องร้องไห้อีกเหมือนเดิม”

       ความปลาบปลื้มของชาวบ้านที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าเบื้องพระยุคลบาท
อย่างใกล้ชิดไม่เพียงทำให้เกิดความผูกพันอย่างเดียว...


 

 

เจะปอ สะแม

       แต่ เจะปอ สะแม หัวหน้าคณะดิเกฮูลูทรายขาว
อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวคนมุสลิมส่วนใหญ่
จะรักทุกพระองค์ในพระราชวงศ์มากๆ แม้แต่คนเฒ่าคนแก่
ที่พูดภาษาไทยไม่ได้เลย แต่ทุกครั้งที่ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จะเสด็จพระราชดำเนิน แปรพระราชฐานมาประทับที่พระตำหนัก
ทักษิณราชนิเวศน์ ก็จะมาเฝ้ารอรับเสด็จฯ

         “บ้านผมอยู่หาดบก เมื่อรู้ว่าในหลวงจะเสด็จฯ
คนเฒ่าคนแก่ที่บ้านหาดบกมักคุยกันว่า วันนี้ฝนตกแล้ว
เราถือว่าในหลวงและพระราชวงศ์ท่านทรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของคนมุสลิม
 ทุกครั้งที่เสด็จฯมา ทำให้ใจพวกเราชุ่มไปด้วยน้ำ
เชื่อไหมว่า ทุกครั้งที่ในหลวงเสด็จฯที่นี่ ฝนก็ตกจริงๆ”

 
Logged
asreeinsomnia
ว๊ากเกอร์
นิสิต ป.โท
*****

Popular Vote: 0
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 803



« Reply #28 on: October 21, 2008, 01:00:25 PM »

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
Logged
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 2
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 1,630


เหนื่อยก็หยุดพัก แต่อย่าเดินกลับหลัง


« Reply #29 on: October 23, 2008, 01:32:46 AM »

คำสัมภาษณ์ของนายสุรชัย มรกตวิจิตรการ
สำหรับบทความเรื่อง "Intergrated Farmer"
เกษตรกรด้านเกษตรผสมผสาน

บางครั้ง คนบางคนซึ่งทำอะไรมากมายให้กับประเทศไทย
กลับเป็นที่รู้จักน้อยมาก เพราะสิ่งที่พวกเขาทำไม่ได้ปรากฎพาดหัวข่าว
บนหนังสือพิมพ์ สุรชัย มรกตวิจิตรการก็เป็นผู้หนึ่งที่เป็นเช่นนี้

สุรชัยเป็นเกษตรกรตัวอย่าง เป็นหมอดินและเป็นครูที่สอน
เรื่องการเกษตรผสมผสาน ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นอย่างหนึ่ง
ที่สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สุรชัยเป็นผู้ที่ถ่ายทอด
และแปลงแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นภาคปฏิบัติ
และประสบความ สำเร็จอย่างมากด้วย

เรื่องนี้พิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ในแต่ละปีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา
มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมแปลงเกษตรของเขาประมาณ 30,000 คน
และเขาได้บรรยายให้กับนิสิตนักศึกษา มากกว่า 20,000 สถาบัน [1]
ซึ่งรวมถึงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ   

“คนส่วนใหญ่ที่มาเยี่ยมผมเป็นเกษตรกรไทยและนักเรียน
ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ของรัฐจากหลายประเทศ
เช่น อัฟกานิสถาน อินเดีย ญี่ปุ่น เลโซโท ปากีสถาน เซเนกัล
และแอฟริกาใต้”

การเดินทางของผมเพื่อไปเยี่ยมชมแปลงเกษตรของเขา
ถึงจำนวนสองครั้งยืนยันได้ ว่าเขาเป็นที่รู้จัก เป็นที่ยอมรับ
และเป็นที่ชื่นชอบของเกษตรกรคนอื่น ๆ ที่ได้รับประโยชน์
จากการสอนของเขา ตั้งแต่เช้ามืดจนถึงย่ำค่ำ แปลงเกษตรของเขา
ซึ่งอยู่ที่บ้านป่าไผ่ จังหวัดเชียงใหม่หนาแน่นแออัดไปด้วยผู้คนมากมาย
และในระหว่างที่เยี่ยมชม แปลงเกษตรของเขาในครั้งที่สองนั้น
ผมได้พบเห็นนักเรียนนักศึกษาหลายกลุ่มเดินทางมาถึงบ้านของเขา
ตั้งแต่เช้า ตรู่จากอำเภอเชียงดาว รวมทั้งจากจังหวัดขอนแก่น
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สุรชัยบริหารจัดการที่ดินผืนเล็ก ๆ ของตน ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าหนึ่งไร่เล็กน้อย
ตามหลักของการเกษตรแบบผสมผสาน โดยการแบ่งที่ดินสำหรับเป็นที่อยู่
อาศัย และกิจกรรมการเกษตร ซึ่งรวมถึงสระน้ำสำหรับเลี้ยงปลาดุก
ปลาหมอเทศ กบบลูฟร็อก และปลานิล สุรชัยยังเลี้ยงวัวควาย หมูบ้าน
และหมูป่า และมีโรงเพาะเห็ดด้วย

นอกจากนั้น เขายังปลูกไม้ผล เช่น ขนุน ชมพู่ และฝรั่ง ตลอดจนทำปุ๋ย
คอกและปุ๋ยน้ำชีวภาพด้วยตนเองเพื่อบำรุงดินในแปลงบริเวณบ้านของเขา
ยังมีสถานที่สำหรับฟังบรรยายพร้อมด้วยเครื่องโทรทัศน์ ขนาดใหญ่

สุรชัยได้รับการฝึกอบรมจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้
อันเนื่องมาจากพระ ราชดำริ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของเขา
ประมาณ 7 กิโลเมตร

สุรชัยกล่าวว่าเช่นเดียวกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ อีก 5 แห่งทั่วประเทศ
 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ตั้งขึ้นจากพระราชดำริ
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในชนบท
ได้มีความรู้ และเลี้ยงตนเองได้ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้ง 6 แห่ง
มีการศึกษาวิจัยทดลองเกี่ยวกับวิธีการพัฒนาที่สามารถประยุกต์ใช้ได้
ในแต่ละภูมิภาคของประเทศตามสภาพความเป็นจริงและลักษณะ
ของปัญหาที่เกิดขึ้น

สุรชัยเกิดในครอบครัวของชนชั้นกลางในจังหวัดเชียงใหม่
และมีธุรกิจเล็ก ๆ ของครอบครัว เขาบอกว่า “แม้ว่าจะเป็นเด็กเมือง
หรืออาจจะเป็นเพราะเหตุผลนั้นก็ได้ ผมจึงชอบสัตว์และธรรมชาติ
เสมอมา” เขาพูดต่อว่า “ตั้งแต่เด็กแล้ว ผมอยากจะทำงาน
ในภาคเกษตรกรรม โดยเลี้ยงสัตว์และปลูกพืช”

หลังจากที่ได้ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเป็นต้นมา
สุรชัยได้ดำเนินกิจกรรมตามคำสอนและแนวคิด
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยความสนใจยิ่ง
ต่อจากนั้น เขาได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง
และการเกษตรผสมผสานจากหนังสือพิมพ์ นิตยสารและหนังสือทั่วไป
เขาได้รับความรู้ในเชิงลึกจากศูนย์ศึกษาการพัฒนา ห้วยฮ่องไคร้ฯ 
มากพอที่จะทำให้เขามีคุณสมบัติเทียบเท่าผู้ที่มีความรู้เชิงปฏิบัติ
เกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มากที่สุดคนหนึ่ง

สุรชัยอธิบายว่า “ผมได้ค้นพบข้อดีมากมายของการเกษตรผสมผสาน
ซึ่งมีมากกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว การ ปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีความเสี่ยงมาก
เพราะเมื่อคุณล้มเหลว คุณจะสูญเสียเกือบทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม
สำหรับเกษตรผสมผสาน คุณยังมีพืชและสัตว์หลายชนิดที่พึ่งพาได้
ดังนั้นเมื่อคุณล้มเหลวอย่างใด อย่างหนึ่ง คุณจะยังมีอย่างอื่นเหลือ
ที่จะทดแทนสิ่งที่คุณสูญเสียไป”

เขากล่าวต่อไปว่า “เราสามารถทำการเกษตรผสมผสานได้ที่ไหนก็ได้
ในประเทศไทย”

“ผมได้พบปะเกษตรกรหลายคนจากทั่วประเทศ ซึ่งได้ทำการเกษตรผสมผสาน
และประสบความสำเร็จ และยังร่ำรวยกว่าเดิมเสียด้วย”

สุรชัยชี้แจงว่า ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
รวมทั้งการปฏิบัติและประโยชน์โดยทันที

“เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มี การศึกษาสูง บางคนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ด้วยซ้ำไป
ดังนั้นผมจึงต้องคำนึงถึง เรื่องนี้ด้วยเพื่อหาวิธีการที่เหมาะสม
ที่จะสอนให้เขาได้เข้าใจทุกอย่าง ผมจึงใช้เครื่องมือด้านโสตหลายอย่าง
เช่น ซีดี และภาพกราฟฟิคต่าง ๆ  ผมใช้แม้กระทั่งเพลง และมันก็ได้ผลดีด้วย”
 

การศึกษาของชาวเขา

ในขณะนี้ สุรชัยกำลังดำเนินโครงการเพื่อฝึกและให้ความรู้แก่เด็กชาวเขา
โดยเปิดห้องเรียนในแปลงเกษตรของเขาเอง

“เด็กนักเรียนชาวเขา โดยปกติกลุ่มละ 20 คน จะพักค้างคืนที่แปลงเกษตร
ของผมเป็นเวลา 3 คืน 4 วัน ในวันสุดท้ายของการอบรม
พวกเขาจะเยี่ยมชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ
เพื่อศึกษาเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ หลังจากนั้น นักเรียนจะกลับไปยังหมู่บ้าน
ของพวกเขาเพื่อลงมือปฏิบัติในสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้
เท่าที่จำได้ ผมได้อบรมให้นักเรียนชาวเขาจำนวนประมาณ 70 คนแล้ว
และกำลังจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

การอบรมเริ่มต้นด้วยการอธิบายเกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการเกษตรผสมผสาน
และต่อจากนั้น “ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มนักเรียน เช่น ถ้าพวกเขาอยากจะรู้
เกี่ยวกับการเลี้ยงปลาและเพาะพันธุ์หมู ผมก็จะอธิบายโดยละเอียด
ผมยังสอนเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณภาพดินด้วยอินทรีย์วัตถุ
และเรื่อง อื่น ๆ ด้วย”

สุรชัยกล่าวต่อว่านักเรียนเหล่านี้มักจะถามเกี่ยวกับเกษตรกรรมหลายคำถาม
หลังจากที่พานักเรียนชมรอบแปลงเกษตร
นักเรียนจะมองว่าเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
และบางคนถึงกับพูดและถามว่า “พวกเราอยากจะเป็นอย่างคุณ
พวกเราจะสามารถทำได้อย่างไร และพวกเราต้องทำอะไร”

สุรชัยตอบว่า “เราต้องทำงานหนักและขยัน
ผมจะบอกพวกเขาด้วยว่าเมื่อไรก็ตามที่มีปัญหาหรือไม่เข้าใจอะไร
ก็สามารถกลับมาหาผมได้เสมอ ผมจะพยายามช่วยเต็มที่”

สุรชัยมีคนช่วยสอนเด็กชาวเขาอยู่ใกล้ตัว รวมถึงครูจำนวน 8 คน
ซึ่งไม่ได้ทำงานกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ
ความมุ่งมั่นของเขา ยังสามารถเห็นได้จากการที่เขาไปแจกของ
ให้กับโรงเรียนในแถบภูเขาเพื่อใช้ใน การสอนเด็ก

สุรชัยกล่าวอีกว่าถ้าครอบครัวชาวเขาต้องการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู
เขาก็จะให้ฟรีหนึ่งตัว แต่มีเงื่อนไขว่าหลังจากที่แม่หมูให้กำเนิดลูกหมูแล้ว
พวกเขาจะต้องมอบลูกหมูให้กับชาวเขาคนอื่นๆ ต่อไป

สุรชัยรู้จักนักเรียนชาวเขาจากการแนะนำของเจ้าหน้าที่ของโครงการหลวง
จากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชนต่างๆ

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับที่มาของเงินทุนในการดำเนินกิจกรรม
สุรชัยบอกว่า “ผม ได้รับเงินบริจาคจากผู้คนต่าง ๆ
โดยเฉพาะจากเด็กนักเรียนที่ผมสอน ผมยังหาเงินทุนโดยการขายซีดีการศึกษา
รวมทั้งแบ่งปันจากรายได้ที่เกิดจากแปลงเกษตรของผมเอง”

สุรชัยใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในแปลงเกษตรเพื่อพบปะและสอนคนอื่น
ในช่วงเย็นและ กลางคืน เขาจะทำกิจกรรมการเกษตรของเขา
เช่น ดูแลสัตว์เลี้ยง ดูแลโรงเพาะเห็ด และอื่นๆ เขาเข้านอนดึกมาก

ตารางทำงานของสุรชัยค่อนข้างแน่น เพราะนอกจากจะทำงาน
ในแปลงเกษตรของตนแล้ว เขามักจะถูกเชิญไปร่วมในการประชุม
และสัมมนา รวมทั้งนำเสนอสิ่งที่เขาทำและบรรยายให้กับผู้นำชุมชน
นักศึกษามหาวิทยาลัย และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐในจังหวัดอื่น

เมื่อเขามีเวลาว่าง ซึ่งไม่ค่อยเกิดขึ้น เขาจะพบปะกับเกษตรกรคนอื่นๆ
ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เขาชื่นชอบ

“ผมชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ และช่วยพวกเขา
ผมคิดว่ามันเป็นกิจกรรมที่สนุก สำหรับผม การทำงานก็คืองานอดิเรกนั่นเอง”

สุรชัยกล่าวต่อว่า เขาได้ทดสอบการเกษตรผสมผสาน
และพบว่ามันปฏิบัติได้ และจะแนะนำให้คนอื่นปฏิบัติตาม

สุรชัยยังรู้สึกว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ไม่เพียงแต่จะช่วยเกษตรกรเท่านั้น ยังช่วยคนอื่นที่ประกอบอาชีพอื่นด้วย

“ผมเชื่ออย่างมากว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหนทางเดียวของประเทศ
และผมสามารถพิสูจน์ได้จากประสบการณ์ของผมเอง
ผมหวังว่าหลังจากฟังการบรรยายของผมแล้ว
คนอื่นจะเข้าใจเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
และการเกษตรผสมผสาน” สุรชัยกล่าว

เขาเล่าต่อว่ามีนักเรียนมากขนาดไหนที่กลับมาหาเขา
และเล่าให้เขาฟังว่าพวกเขา ได้ทำการเกษตรผสมผสานอย่างไรบ้าง
และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร ซึ่งก็มีเกษตรกรหลายคนแล้วที่รู้ซึ้งเกี่ยวกับเรื่องนี้

เมื่อพูดกับคนอื่น ๆ สุรชัยมักจะรู้สึกกระตือรือร้นที่จะแสดงความสำนึก
ในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และในคุณค่าของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จ
           
 
อัตตชีวประวัติ

นายสุรชัย มรกตวิจิตรการ เกิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2496
ที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาแล้ว
เขาหา เลี้ยงชีพด้วยการเป็นพ่อค้าและขับรถนักเรียนเพื่อหารายได้พิเศษ

นายสุรชัยเข้าร่วมในโครงการเกษตรผสมผสานของศูนย์ศึกษา
การพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อปี พ.ศ. 2542
ภายหลังจากที่เขาประสบความล้มเหลวในการประกอบธุรกิจและล้มละลาย

หนึ่งปีต่อมา นายสุรชัยเริ่มทำการเกษตรผสมผสาน
และบรรยายให้กับคนอื่นๆ ที่แปลงเกษตรของเขา
ซึ่งตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านป่าไผ่ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

นายสุรชัยแต่งงานแล้วและมีลูกสาว 3 คน

[1] ตัวเลขนี้แปลตามข้อมูลภาษาอังกฤษ ซึ่งที่ถูกแล้วคาดว่าน่าจะเป็นจำนวนผู้มาศึกษาดูงานมากกว่า 

คำแปลโดย : ฝ่ายวิเทศสัมพันธ์

ที่มา : หนังสือพิมพ์ Bangkok Post  ฉบับวันที่ 2 ธันวาคม 2550

 วันที่ : 8 มกราคม 2551 เวลา 8.18  น.


Credit:  http://www.rdpb.go.th/rdpb/TH/BRANDSITE/newsdetail.aspx?717
Logged
Pages: 1 [2] 3 4 ... 6   Go Up
Print
HuSoNU  |  ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com  |  ห้องรับแขก  |  Topic: เย็นศิระเพราะพระบริบาล
Jump to:  





Designed by Holy IT | Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC