Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
May 24, 2012, 01:44:23 PM
 
Alternative Banner: Flash player 8 + JavaScript support are required
 
 
HuSoNU  |  ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com  |  ห้องสมุด HuSoNu (Moderator: ปลองทา30)  |  Topic: UFO ทฤษฎี แลปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง (กระทู้คุณขอมา เลยจัดให้)
Pages: [1] 2 3 4   Go Down
Print
Author Topic: UFO ทฤษฎี แลปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง (กระทู้คุณขอมา เลยจัดให้)  (Read 3122 times)
0 Members and 1 Guest are viewing this topic.
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« on: November 08, 2008, 04:39:13 PM »

เครดิต http://www.mythland.org/html/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=5&page=1
== By Sonic ==

Majestic 12 โครงการลับอันอื้อฉาว(เอ๊ะ ยังไง?) ของรัฐบาลสหรัฐ

Majestic 12 , MJ 12 หรือ Majic ชื่อนี้คงคุ้นหูคุ้นตา สำหรับผู้สนใจในเรื่องมนุษย์ต่างดาว , ชอบเล่นเกมส์ประเภทเลี่ยนทะลวงโลก อะไรประมาณนั้นเป็นอย่างดี Majestic 12 นับเป็นหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งคงไว้ซึ่งความลับดำมืด เป็นเงาเร้นหลังวงการเมือง และรัฐบาลสหรัฐมาช่วงหนึ่ง ที่แม้แต่ทุกวันนี้ หลาย ๆ ฝ่ายก็ยังไม่กระจ่างกับข่าวนี้เสียที ได้แต่ข่าวลืออย่างนั้น ข้อมูลลอยอย่างนี้มาตลอด ลองมาทำความรู้จักกับหน่วยงานนี้กันดูบ้างไหมว่า พวกเขาเป็นใคร และมีความสำคัญมีบทบาทอย่างไร



- ต้นกำเนิด

ช่วงทศวรรษที่ 60 ปรากฎการณ์สะท้านเมืองอย่าง UFOs เล่นเอาชาวบ้านใจสั่นผวา ขากระตุกจนอยู่ไม่เป็นสุข ความเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวกระพือโหมไปเหมือนไฟลามทุ่ง ร้อนถึง รัฐบาลสหรัฐที่ต้องหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา ประมาณว่า หากมนุษย์ต่างดาวมีจริงแล้วไซร้ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง พวกเขาต้องลงมาเยือนโลก ประการสำคัญก็คือ พยานหลักฐานที่มีอยู่มากขึ้น ส่อเค้าออกมาว่า โลกของเราได้รับการมาเยือนจากนักท่องอวกาศมานานแสนนานแล้ว

โอเค ถ้ามา "ท่อง" เพื่อแค่ "เที่ยว" ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าพี่เอเลี่ยนแกมาเซอร์เวย์เพื่อเตรียมครอบครองล่ะ ? คงไม่เข้าท่าหรอกจริงไหม? เพราะเหตุนี้รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิดี เฮนรี่ ทรูแมน จึงได้จัดตั้งหน่วยงานลับหน่วยงานหนึ่งขึ้นเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 1947 (ลูกใครเกิดวันนี้จะตั้งชื่อเป็น MJ ก็เก๋ไม่หยอกนะครับ ) และมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "Majestic 12" อันเป็นคำที่ย่อมาจาก Majority Agency for Joint Intellgence Control ที่บางทีเราอาจเคยได้ยินชื่อหน่วยงานนี้ในรูปแบบอื่นๆ เช่น MJ12, Maji12, Majic12 หรือ Majicom12 ก็รับทราบไว้เสียเลยนะว่านี่คือหน่วยงานเดียวกัน

- ตั้งขึ้นมาทำอะไร ?

หน้าที่หลักของ Majestic 12 คือ การนำเสนอข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับวัตถุบินลึกลับที่ได้จากกองทัพ หน่วยสืบราการลับ และหน่วยงานอื่นของรัฐมาเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงนั่นเอง


หนึ่งในบรรดาหัวเรือของ MJ

- งานของ MJ 12

หน้าที่หลักของ MJ ก็คือ การสืบสวนในหัวข้อต่าง ๆ ดังที่กล่าว นำเสนอให้ประธานาธิบดีสหรัฐทราบเป็นระยะ ๆ แต่โครงข่ายหลักของ Majestic 12 คือ Majority Operation ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่มีหน้าที่รับผิดชอบทุกเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว คณะกรรมการที่อยู่ในหน่วยจะถูกแทนด้วย Codename เช่น MJ1 , MJ2 เรื่อยไปจนถึง MJ12 โดยมีหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐคอยเป็นตัวประสาน เช่นหน่วยป้องกันราชอาณาจักร , CIA (ซึ่งมีเอี่ยวทุกงาน) ตลอดไปจนถึง FBI เป็นต้น

ถ้าการจะก่อตั้งอะไรซักอย่างต้องมีฤกษ์มียาม ฤกษ์ยามของ Majestic ก็คือคดีดังที่รอสเวลล์เมื่อปี 1947 น่านล่ะ เพราะกรรมการที่ถูกแต่งตั้งมาให้สอบสวนเรื่องนี้เป็นกรณีลับ ก็คือ Majestic 12 นั่นเอง ข่าวลือเกี่ยวกับหน่วยงานนี้ ยังมีออกมาอีกบานตะไท เป็นต้นว่าติดต่อกับเอเลี่ยนกลุ่มหนึ่ง โดยมีข้อตกลงว่า พวกเขาจะได้รับความรู้ทางเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนกับการที่สหรัฐจะใช้พื้นที่สร้างฐานทัพแก่มนุษย์ ต่างดาว พร้อมมอบตัวอย่างทดลองเป็น ๆ จำนวนหนึ่งให้ศึกษา ซึ่งก็คือ พลเมืองผู้ไม่รู้อิโหน่นั่นแล

Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #1 on: November 08, 2008, 04:46:14 PM »


ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆแล้วสำนักงานของ Mj อยู่ที่ใด อาจจะตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ 51 ก็ได้ใครจะรู้...

การคงอยู่ของหน่วยงานนี้ นอกจากเพื่อศึกษาเรื่อง UFOs หรือสิ่งมีชีวิตนอกโลกแล้ว ยังมีหน้าที่อีกประการคือ ปกปิด ร่องรอย เรื่องราวต่าง ๆ มิให้เผยแพร่แก่สาธารณชน ทันทีที่มีข่าวเรื่องสิ่งบินลึกลับขึ้น เจ้าหน้าที่ของมาเจสติค 12 ก็จะรุดไปสืบสวน และหากมีพยานที่ "สอดรู้สอดเห็น" มากเกินไปการแนะนำและตักเตือนให้หุบปากไว้ก็จะเกิดขึ้น มิฉะนั้น พวกเขาก็จะถูกทำให้กลายเป็นคนชนิดหนึ่งที่พูดไม่ได้ขึ้นมา (คนตายไง ชนิดที่รักษาความลับได้ดีที่สุด) จึงไม่น่าแปลกอะไรที่ William Mac Brazel ผู้พบชิ้นส่วนยานลึกลับที่รอสเวลล์ และได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุท้องถิ่น แต่ภายหลังแม็คได้กลับคำให้สัมภาษณ์ไปเสียฉิบ

วิธีการแก้ข่าวของ Majestic 12 นั้นไม่ได้โหดร้ายอย่างที่เราคิดหรอก พยานที่รู้มากจะได้รับค่าตอบแทนในการหุบปากเป็นเงินก้อนโต ซึ่งถ้าไปเจอพยานที่หยิ่งไม่ยอมรับเงินก้อนนั้น หน่วยงานของเราก็จะสมนาคุณพวกเขาโดยการส่งเสริมให้ไปนอนกอดศักดิ์ศรีอยู่ในหลุม … หรืออาจไม่หลุมก็ไม่รู้ได้ เพราะมีพยานหลายรายเหลือเกิน ที่ "หาย" ไปแบบไร้ร่องรอย เรียกว่าตามไม่พบแม้แต่รอยเล็บก็ยังได้เลยแหละ

แล้วถ้าพยานเกิดเป็นที่สนใจของสาธารณชนขึ้นมา การปิดปากก็ย่อมทำได้ลำบากขึ้น หน่วยงานนี้ก็อาศัยรัฐบาลสหรัฐออกมาแถลงการณ์ปกปิด แก้ข่าว เพื่อคลายความตื่นตระหนกของสาธารณชนพยานเหล่านั้นเพ้อเจ้อ ไร้สาระไปเอง

(Majic Projects) ยังมีโครงข่ายงานย่อยอีกมากมาย ซึ่งส่วนหนึ่งคงคุ้นหูคุ้นตาพวกเราดี อาทิเช่น

Sigma ทำหน้าที่ด้านทำการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาว
Plato สร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับมนุษย์ต่างดาว
Garnet เป็นศูนย์ควบคุมข่าวสารเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว
Pounce คอยกู้ยานอวกาศที่ตกหรือลงจอด และมีหน้าที่สร้างข่าวลวง อำพรางหลักฐาน หากเรื่องราวเผยแพร่สู่สาธารณชนขึ้นมา เป็นหน่วยงานที่ยังดำเนินการมาอยู่จนถึงปัจจุบัน
Aquarius เป็นหน่วยงานในฝันของนาย Sonic นั่นคือ ศึกษาเปรียบเทียบประวัติศาสตร์โลกและเผ่าพันธ์มนุษย์ ว่าเกี่ยวกับการปรากฎตัวของมนุษย์ต่างดาวอย่างไรบ้าง
Pluto เอาข้อมูลที่ได้จากยานบินลึกลับมาใช้กับโครงการทางอวกาศ
NRO หรือ National Recon Organization มีสำนักงานที่รัฐโคโลราโด รับผิดชอบทางด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดจากมนุษย์


โด่งดังจนเป็นหนังฉีกแนวไปกะเค้าเหมือนกัน กับ MIB

Delta เคยปรากฎเป็นพระเอกหนังจอเงินมาก่อน พวกเขาเป็นกองกำลังให้กับ NRO มีรหัสเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "MIB = Men In Black"
Blue Team เดิมที คือโครงการศูนย์บัญชาการยุทโธปกรณ์การบิน รับผิดชอบเหตุการณ์ยานอวกาศตกหรือร่อนลงจอด - Sign ทำหน้าที่รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อดูว่ามนุษย์ต่างดาวนั้นมาหรือว่ามาร้าย
Red Light ทำการทดสอบยานอวกาศที่ยึดมาได้ จากมนุษย์ต่างดาว โครงการนี้ทดลองกันใน Area 51 เคยถูกยกเลิกไปช่วงหนึ่งเพราะนักบินหลายคนเสียชีวิต แต่ปัจจุบันยังดำเนินการต่อ และมีข่าวออกมาว่า ประสบความสำเร็จกันในขั้นหนึ่ง
Snow Bird หน่วยหน้าฉากของ เรด ไลท์ คอยทำให้ประชาชนเข้าใจว่า สิ่งที่พวกเขาเห็นคือ อาวุธลับ ๆ ของรัฐบาลที่แอบทดลองกันอยู่ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ประสบผลสำเร็จพอสมควร
Blue Book โครงการดังกระฉ่อนโลกที่ทุกคนรู้จักกันดี โครงการนี้เริ่มเมื่อปี 1947 และทับลงเมื่อ 1969 เป็นโครงการที่รวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับยานบินลึกลับและมนุษย์ต่างดาวเอาไว้ บทสรุปของโครงการนี้ที่แถลงโดย ดร.ไฮเน็ค ก็คือ " จานบินและมนุษย์ต่างดาว ไม่มีจริง (มั้ง) "
เรื่องนี้ถูกอุบมานานแสนนาน จนกระทั่งเมื่อปี 1995 วุฒิสภาสหรัฐ นำโดยวุฒิสมาชิก สตีฟ ชิฟฟ์ ได้ร้องขอให้มีการตรวจสอบหน่วยงาน Magestic 12 และเสนอแถลงการสู่สาธารณชนผลหรือครับ แหม..รู้ ๆ กันอยู่ ทางหน่วยสอบสวนพิเศษของกองทัพอากาศสหรัฐออกมาปฏิเสธเรื่องนี้ว่า ไม่มี๊….ไม่มี มันเป็นเรื่องที่คนกลุ่มหนึ่งกุขึ้นมาเล่น ๆ เท่านั้นเอง… นาย Sonic ก็เห็นด้วยว่า หน่วยงานลับ Majestic 12 นี้ คงไม่มีอยู่จริง เพราะถ้ามีรัฐบาลสหรัฐก็คงออกมาแถลงแล้วสิว่า หน่วยงาน "ลับ" และ "ปกปิด" หน่วยงานนี้มีตัวตนและกำลังดำเนินการอยู่จริง ๆ หึ หึ


Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #2 on: November 08, 2008, 04:57:37 PM »

เครดิต http://www.mythland.org/html/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=6
== By Sonic ==

UFO นั้นสำคัญไฉน?

คุยกันก่อน

เดี๋ยวนี้สิ่งบินแปลกปลอมที่เรียกกันว่า ยู.เอฟ.โอ. กำลังเป็นที่สนอกสนใจกันทั่วโลก นอกจากมีผู้พบเห็นสิ่งแปลกปลอมบนท้องฟ้านับเป็นหมื่นๆคน แล้วก็มีผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องพรรคนี้อีกมากมายหลายร้อยเล่ม มีการค้นคว้ากันเป็นองค์กร มีการจัดทำสารคดี ภาพยนต์กันอย่างเอิกเกริก จนคนทั่วไปชักจะเชื่อๆแล้วว่า UFOs มีอยู่จริงๆ สำหรับท่านที่เห็นว่าเรื่องของ UFOs และมนุษย์ต่างดาวเป็นเรื่องเหลวไหลนั้น คิดว่ายังเร็วไปที่จะด่วนสรุป

เอาเป็นว่าลองทำใจให้เป็นกลางและศึกษาดูสักนิดเถิดว่า เหตุใดจึงยังมีคนเชื่อเรื่องนี้ และพวกเขามีเหตุผลอย่างไรจึงได้เชื่อ จริงๆแล้วเรื่องลึกลับในโลกนี้ยังมีอีกมากมายหรอก เรื่องที่เล่นเอาจนนักวิชาการคิดกันแตกอธิบายไม่ได้ก็มี เช่นว่า ลายเส้นแบบเรขาคณิตอันมหึมาบนที่ราบนาซก้าเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะการจะสร้างลายเส้นให้มองมาจากทางอากาศแบบนั้นได้ ต้องมีเครื่องบินหรืออากาศยานมาบินสำรวจอย่างละเอียดก่อน แต่ใครจะทำแบบนั้นได้เล่า ในเมื่อลวดลายเรขาคณิตเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นเมื่อสองพันกว่าปีก่อนมาแล้ว ในดินแดนซึ่งผู้คนยังไม่รู้จักจะใช้เกวียนเลยด้วยซ้ำ



ชนเผ่ามายาในทวีปอเมริกากลางก็เหมือนกัน ทำไมจู่ๆชนเผ่าที่เจริญรุ่งเรื่องในด้านคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์อย่างชาวมายา จึงหายสาบสูญไปพร้อมกันอย่างนั้น แถมยังทิ้งปริศนาเอาไว้ให้คนรุ่นหลังขบคิดอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรมที่ก้าวหน้าจนเกืนความเป็นอยู่ของพวกเขา หรือแม้กระทั่งตำนานโบราณอันเก่าแก่ชาวมายาเชื่อกันว่า พระเจ้าของพวกเขามีเครายาว และเดินทางโดยยานล่องฟ้ามาจากดวงดาวอันไกลโพ้น(ดวงดาวนะ ไม่ใช่สรวงสวรรค์) พระเจ้าได้เสด็จมาสอนศิลปและวิทยาการให้แก่ชาวมายา ก่อนที่จะเดินทางกลับไป เรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้าที่เสด็จมาโดยยานหรือเรือจากฟากฟ้านี้ ชนชาติที่เจริญสูงสุดในอดีตอย่างเช่น อียิปต์ แอซเท็ค และชาวเมโสโปเตเมียโบราณล้วนแต่มีตำนานคล้ายๆ กันอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะอียิปต์ที่นับถืองูเป็นเทพ พวกเขาเชื่อกันว่างูสามารถบินบนฟ้าได้ โดยเวลาบินงูจะขดตัวเป็นวงลักษณะคล้ายโดนัท แล้วก็หมุนไปบนฟ้า แหม ลักษณะนี้มันเหมือนจานบินเลยนะ แปลกจริงๆ

ร่องรอยต่างๆอันไม่มีใครรู้สาเหตุเช่นรอยไหม้เป็นวงกลมขนาดมหึมาเส้นผ่าศูนย์กลาง 40 ฟุตกลางไร่ถั่วอันเขียวชะอุ่มของรัฐไอโอวา มีคนเค้าสัณนิษฐานกันว่าเกิดจากจาน บินลงจอด เพราะนอกจากรอยไหม้แล้วผิวดินยังแห้งผากปราศจากน้ำ คล้ายๆโดนความร้อนสูงมาเผาไหม้เสียอย่างนั้นแหละ เอาอีกซักตัวอย่างหนึ่งก็เช่นมีการขุดพบโครงกระดูก ของมนุษย์อายุ 2ล้านกว่าปี ไอ้เฉพาะแค่โครงกระดูกมันก็ไม่แปลกหรอก ที่แปลกก็คือโครงกระดูกนั้นเป็นกระดูกของมนุษย์สมัยใหม่อย่างพวกเรา ไม่ใช่มนุษย์ลิงหรือมนุษย์ถ้า อย่าลืมนะว่ามนุษย์เพิ่งลืมตามาดูโลกเพียงไม่กี่หมื่นปีนี้เอง สมัยนั้นมนุษย์เรามีสภาพไม่ต่างอะไรไปจากลิงด้วยซ้ำ แล้วอายุ 2 ล้านกว่าปีนี่มันมนุษย์จากไหนกันล่ะ?

นักวิชาการตลอดจนนักคิดนักเขียนชาวฝรั่งทั้งหลายจึงพากันสงสัยว่า ทั้งหมดทั้งเพที่ว่ามันจะเกี่ยวข้องอะไรกับ UFOs(ย่อแบบนี้คงไม่ว่ากันนะ พิมพ์ง่ายดี) และมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า สำหรับท่านที่สนใจแล้วก็เชิญคลิกอ่านกันตามสะดวกนะไม่ว่ากัน ส่วนท่านที่กำลังหัวเราะเยาะเรื่องทำนองนี้ ก็แนะนำว่าอ่านเสียหน่อยก็ดี เผื่อจะได้รู้ว่าควรจะหัวเราะเยาะอีท่าไหนจึงจะหนำใจท่าน

ข้อเขียนทั้งหลายแหล่ในที่นี้เกิดจากการรวบรวมข้อมูลเป็นจำนวนค่อนข้างมาก คงให้เครดิตไม่หมดหรอกว่าควรจะขอบคุณใครดี เอาเป็นว่าขอขอบคุณแหล่งข้อมูลทุกแหล่งไว้ ณ ที่นี้ เพราะอย่างน้อยข้อมูลของทุกแหล่ง ก็นับเป็นวิทยาทานแก่ผู้สนใจด้วยกันทั้งสิ้น ขอคารวะด้วยใจจริง




Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #3 on: November 08, 2008, 05:11:20 PM »

เครดิต http://www.mythland.org/html/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=7
== By Sonic ==

About UFO : เรื่องราวที่เป็น Basic เกี่ยวกับ UFO สำหรับมือใหม่

[ UFO คืออะไร? ]

ยูเอฟโอ หรือบางทีภาษาอังกฤษก็อ่านกันว่า ยูโฟ (มีพหูพจน์เป็น UFO's หรือ UFOs) เป็นคำย่อ มาจากคำเต็มคือ " An Unidentifies Flying Object " ที่ถอดความหมายออกมาได้เป็น "วัตถุบินลึกลับ"

- แล้วจานผี จานบินที่ว่า มันคืออะไร?

คำว่าจานบินที่เราใช้เรียก UFO บ่อยๆนั้น เป็นคำแบบไม่เป็นทางการนะ ฝรั่งก็มีเรียกเหมือนกันว่า Flying saucers ก็คงเจ้าคำนี้นั่นแหละ ที่เป็นที่มาของคำว่า จานผี จานบิน เพราะเดิมที ผู้คนมักจะมองว่า จานบินที่พวกเขาพบนั้น มีลักษณะคล้ายกับจานหรือชามสองใบคว่ำประกบกัน และบินไปในท้องฟ้า ก็เลยพาลเรียกว่าจานบินเอาเสียเลย

คำว่าจานบินนี่ก็มีที่ไปที่มาเหมือนกันนะครับ เพราะว่าผู้ที่เรียกมันว่าจานบิน(Flying saucers) เป็นคนแรกนั้น แกเป็นนักบินที่ชื่อ เคนเนธ อาร์โนลด์ นักธุรกิจและนักบินชาวอเมริกัน อาร์โนลด์เป็นเสืออากาศเก่า หลงไหลในการบินและเครื่องบินเอามากๆ วันหนึ่ง ขณะที่เขาขับเครื่องบินส่วนตัวอยู่เหนือเทือกเขาเรนเนียร์ ( Mount Rainnier) ในรัฐวอชิงตัน เวลาในตอนนั้นคือบ่ายสองโมง (เดือน มิ.ย. พ.ศ. 2490) ระดับความสูงของเครื่องอยู่ที่ 9500 ฟุต สภาพอากาศในวันนั้น เป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ทัศนวิสัยเรียกได้ว่า"ดีเลิศ" ไม่เป็นอุปสรรคใดๆต่อการบิน



ขณะที่อาร์โนลด์กำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศบนฟ้า ฉับพลัน เขาก็มองเห็นสิ่งบินลึกลับ อยู่ต่ำลงไปเบื้องล่าง กำลังบินฉวัดเฉวียนอยู่เหนือหุบเขาสูงๆต่ำๆ ซึ่งทอดแนวยาวต่ำกว่าเพดานบินของเขาลงไป อาร์โนลด์รู้สึกพิศวงกับสิ่งที่เห็น เนื่องด้วยประสบการณ์เสืออากาศของเขา ยังไม่สามารถบอกได้ว่า เจ้าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร มันบินด้วยลักษณะอาการที่แตกต่างไปจากสิ่งบินหรืออากาศยานในสมัยนั้นโดยสิ้นเชิง ด้วยลักษณะที่เหมือนกับจานสองใบประกบกัน อาร์โนลด์เรียกมันว่าจานบิน ลักษณะการบินของมันก็แปลกใช่ย่อย มันร่อนไปในลักษณะที่แฉลบไปมา "เหมือนกับเวลาเราร่อนหินหรือจานแบนๆ ให้แฉลบไปบนผิวน้ำ" อาร์โนลด์กล่าว จานบินที่เขาเห็นมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 9 ลำ บินเกาะหมู่กันมาอย่างไม่เป็นระเบียบ คล้ายลูกปัดที่ร้อยกันห่างๆด้วยด้ายหรือโซ่ "จะว่าไปมันก็เหมือนห่านที่บินเรียงแถวกัน" เขาย้ำ ขนาดของจานบินเหล่านั้น มีขนาดประมาณ 2/3 ของเครื่อง DC-4 บินด้วยความเร็วประมาณ 1,700 ไมล์ต่อชั่วโมง มากกว่าเครื่องเชสน่าลำโปรดของเขาหลายเท่านัก



เนื่องจากเคนเนธ อาร์โนลด์ เป็นคนมีชื่อเสียงและเป็นที่นับถือของคนทั่วไป อีกทั้งเป็นนักบินผู้มีประสบการณ์ เชียวชาญในเรื่องเครื่องบินเกือบทุกชนิด ดังนั้นการที่เขาเห็นยานลึกลับเก้าลำ และไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเครื่องบินชนิดใด จึงทำให้คนทั่วไปเชื่อกันว่า เคนเนธ อาร์โนลด์ คงได้เห็นสิ่งบินที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาโดยมนุษย์บนโลกเป็นแน่แท้

อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศสหรัฐ ได้ออกมาแถลงข่าวว่า สิ่งที่อาร์โนลด์เห็นเป็นเพียงภาพลวงตา ซึ่งนักบินเก่าผู้นี้ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ไปเช่นกันว่า "ผมรายงานข่าวนี้ออกไป เนื่องเพราะว่าผมเป็นนักบิน ควรต้องรายงานสิ่งไม่ชอบมาพากลที่เห็นออกไป ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงหรือเงินทองแต่อย่างใดทั้งสิ้น" อืมห์... ก็แหงล่ะ แกทั้งรวยทั้งดังเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนี่นา

นั่นคือที่ไปที่มาโดยย่อๆของปรากฏการณ์ประหลาด ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับคำยืนยันใดๆทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนับเป็นการแถลงอย่างเป็นทางการครั้งแรก เกี่ยวกับเจ้าสิ่งบินลึกลับที่ชะแว้บไปมา พาให้มนุษย์โลกฉงนฉงายกันจนทุกวันนี้ ณ เบื้องต้น นายโซนิคจะขออธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับลักษณะ ประเภท ของ UFO โดยสังเขป ขอย้ำว่าโดยสังเขปนะ ถ้าต้องการรายละเอียดจริงๆชนิดเอาไปเป็นหนังสืออ้างอิงล่ะก็ เชิญตามห้องสมุดหรือตามร้านหนังสือใหญ่ๆดีกว่า ละเอียดและดีกว่ากันเยอะเลย ส่วนของนายโซนิคเนี่ย เอาเป็นว่าเล่ากันพอหอมปากหอมคอสำหรับผู้สนใจก็แล้วกันนะ

[ ลักษณะและชนิดของ UFO ]

จากรายงานการพบเห็นเห็นสิ่งบินลึกลับ ที่ทางการสหรัฐรวบรวมไว้ และไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอะไรนั้น สามารถจะแบ่งลักษณะของยานลึกลับออกได้เป็น 12 แบบ ดังนี้

1. ลักษณะคล้ายพยัญชนะ Z ในภาษาอังกฤษ หรืออาจจะมองได้อีกแบบว่า มีลักษณะเหมือนใบพัด เป็นโลหะยาว ความยาวประมาณ 8-9 ฟุต กว้าง 2 ฟุต (อืม.. แล้วอะไรจะนั่งได้ล่ะเนี่ย?) รายงานแรกที่พบเห็นมีเมื่อวันที่ 29 ก.ค. พ.ศ. 2490 เวลา 9.55 น ซึ่งขณะนั้นบินอยู่สูงประมาณ 30 ฟุต

2. ลักษณะคล้ายเครื่องบินแบบธรรมดาแต่ข้อพิเศษของมันคือมีออร่า เอ๊ย.. มีรังสีเป็นสีแดงล้อมรอบ นักเรียนนายเรือ ภรรยาและเพื่อนๆได้เห็นยานประหลาดชนิดนี้ในคืนวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2494 เวลาประมาณสามทุ่ม ซึ่งวัตถุเหล่านี้บินมาเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 2-9 ลำ วัตถุเหล่านี้บินเป็นเส้นตรง

3. ลักษณะคล้ายเครื่องบิน ผู้บังคับหอการบินได้เห็นยานชนิดนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2493 เวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง ขณะบินมีแสงสว่างจ้า แต่จะกระพริบเป็นบางครั้ง มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องบินแบบ u-29 ที่ปีกไม่มีเครื่องยนต์หรือใบพัด

4. ลักษณะแบบซิการ์ ชาวนาและลูกมือกำลังตัดและรักษาต้นยาสูบอยู่ในตอนเที่ยงคืน ของวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ได้เห็นยานลักษณะนี้สองลำ ลำหนึ่งลอยนิ่งขณะที่ลำหนึ่งบินไปทางขวา และย้อนกลับมาทางเดิม ทั้งสองลำพ่นประกายออกจากส่วนท้าย ยานเหล่านี้มีลักษณะเป็นมันวาว มีแสงสะท้อน และมีแสงสวางอยู่ภายในด้วย



5. ลักษณะคล้ายจรวด ได้มีนักบินผู้หนึ่งพบเห็นยานบินชนิดนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2491 ขณะกำลังขับเครื่อง CD-3 ในเวลา 03.40 ยานลำนี้ได้บินเข้าหาเครื่องของนักบินและบินผ่านไปทางขวา ยานลำนี้อาจขับเคลื่อนด้วยจรวดหรือเครื่องบินแบบเจ็ท เพราะส่งประกายออกทางตอนท้าย ไม่มีปีก แต่มีหน้าต่างสองแถว สามารถมองเห็นแสงไฟแว่บออกมานิดหน่อย

6. จานบินแบบที่ 1 ช่างเครื่องยนต์คนหนึ่งได้เห็นจานบินชนิดนี้ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2495 เวลา 19.30 น. ยานชนิดนี้สามารถบินเปลี่ยนทิศทางได้ฉับไว และขับเคลื่อนได้รวดเร็วมากด้วย มีแสงสีขาวซึ่งบางครั้งเปลี่ยนเป็นสีแดง บางทีแสงก็ดับไปนานๆในลักษณะที่ใช่การกระพริบ

7. จานบินแบบที่ 2 มีลักษณะแบนและมีทรงกลม พบโดยนักบินในกองทัพสหรัฐประจำเกาหลี เมื่อดือนมิถุนายน 2495 เวลา 08.42 น. ยานดังกล่าวบินในลักษณะแปลกคือ มีอาการสั่น ทิศทางในการบินนั้น บางครั้งก็บินเป็นเส้นตรง บางครั้งก็หยุดอยู่กับที่ ขณะหนึ่งก็มีบินดิ่งขึ้น แล้วก็สั่นอีก เป็นต้น

8. จานบินแบบที่ 3 ได้มีผู้พบเห็นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2491 เวลา 08.25 น. โดยช่างไฟฟ้าผู้หนึ่ง จานบินชนิดนี้บินเป็นเส้นตรง
Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #4 on: November 08, 2008, 05:19:38 PM »

9. ลักษณะทรงหมวกมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 ฟุต หนา 10 ฟุต ชาวนากับลูกชาย 2 คน ได้เห็นยานชนิดนี้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2490 เวลาบ่ายโมง ขณะที่เห็นนั้นยานบินอยู่ห่างออกไปประมาณ 300 ฟุต และอยู่เหนือพื้นดิน 75 ฟุต มีร่องยาวข้างๆยาน ซึ่งมีเปลวไฟแลบออกมาและมีเสียงคล้ายลมพัด ต้นไม้ต้นไร่เอนลู่เมื่อยานบินลำนี้บินผ่านไป

10. ลักษณะคล้ายตอร์ปิโด วัตถุนี้สะท้อนแสงเมื่อมองด้วยตาเปล่า เป็นโลหะสีดำคล้ำ บินในแนวราบ มีความเร็วพอๆกับเครื่องบินเจ็ท ไม่มีใบพัด ผู้ที่เห็นยานชนิดนี้เป็นคนงานในโรงงานผลิตเครื่องบิน ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2492 เมื่อเขาเห็นนั้น เขารีบเอากล้องส่องทางไกลขนาดกำลังขยาย 8 เท่าส่องดู ปรากฏว่า ด้วยภาพจากกล้อง ยานลำนี้ไม่มีแสลสะท้อนใดๆเลย



11. ลักษณะเป็นแผ่นทรงกลมแบนมีผู้พบเห็นยานชนิดนี้เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2493 เวลา 21.06 น. โดยนายทหารในกองทัพอากาศและกัปตันเครื่องบิน ขณะที่กำลังขับเครื่องบินพาณิชย์อยู่ ยานบินนี้ขับเคลื่อนได้เร็วมาก มีลักษณะทรงกลม เว้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100 ฟุต และมีความสูงของยานประมาณ 50 ฟุต จึงทำให้มองดูคล้ายจานด้านบนของยาน มีแสงกระพริบทุกๆวินาที แสงนี้จ้ามากจนไม่อาจจ้องได้นานๆ บินเป็นเส้นตรง ความเร็วขณะที่เห็น กัปตันเครื่องบินประมาณเอาว่าคงจะราวๆ พันไมล์ต่อชั่วโมงหรือมากกว่า

12. ลักษณะจานคว่ำเข้าหากัน เป็นสุดยอดป็อปปูล่า ที่มีผู้พบเห็นกันมากที่สุด ความยาวประมาณ 75 ฟุต กว้าง 45 ฟุต หนา 15 ฟุต มีสีคล้ายอลูมิเนียมคล้ำๆ ผิวเรียบ บางรายระบุว่า ขอบกลางของยานเป็นหน้าต่าง สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวได้รางๆ ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเครื่องจักรหรือ"คน" ขอบบนและล่างของยานมองไม่เห็นประตูหน้าต่างใดๆ ขณะร่อนขึ้นลงจะเกิมลมหมุนความเร็วสูงทำเอาพืชต่างๆถูกพัดกระเจิดกระเจิง



จะเห็นได้ว่า มีการพบเห็นยานเหล่านี้มากมายหลายประเภท ส่วนที่เอามาลงนี้เป็นการพบเห็นโดยพยานซึ่งเชื่อถือได้ เพราะถ้าทุกท่านสังเกตดีๆแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นนักบินหรือนายทหาร ซึ่งคุ้นเคยกับอากาศยานประเภทต่างๆค่อนข้างดี จากปี 2490 เป็นต้นมา รายงานการพบเห็น UFO มีขึ้นกระจัดกระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะบนแผ่นดินของลุงแซม ดูจะหนาหูหนาตาเป็นพิเศษ บุคคลที่เห็นก็มีมากประเภท ไล่ตั้งแต่เด็กตาดำๆ ชาวนา วิศวกร ทหาร แม่บ้าน ไปจนถึงนักบินอวกาศ อย่างไรก็ตามนะ มีการจัดประเภทการพบเห็นจานบินออกเป็น case ซึ่งบางคนคงพอทราบมาบ้าง เพราะแม้แต่พ่อมดมายาอย่าง สตีเฟน สปีลเบิร์ก ก็ยังเอามาสร้างเป็นหนังมาแล้ว รายงานการพบเห็น แบ่งออกเป็นประเภทได้ดังนี้

ลักษณะรายงานการพบเห็น UFO

1. เห็นบินหรือลอยลำอยู่บนท้องฟ้า รายงานชนิดนี้ เป็นรายงานการพบเห็นวัตถุบินต่างๆบนท้องฟ้า ไม่ว่ากลางวัน กลางคืน ฝนตก ฟ้าร้อง และวัตถุที่เห็นก็มีลักษณะแตกต่างกันไป นักวิชาการด้านยานลึกลับ (UFOlogist) เรียกรายงานการเห็นชนิดนี้ว่า Close Encounter of the First Kind ซึ่งนับว่ามีมากที่สุด ในบรรดารายงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้

2. เห็นลงจอด (อาจมีรายงานการเห็น "คน" ในยานแถมมาด้วย) และมีร่องรอยหรือหลักฐานการลงจอด รายงานชนิดนี้น่าสนใจกว่ารายงานชนิดแรก เนื่องจากมีหลักฐานของผู้พบเห็นหลงเหลืออยู่ หลักฐานเหล่านี้อาจเป็นรอยที่จานบินลงจอด หรือเป็นรอยหญ้าที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งถูกไฟไหม้เกรียม หรือ รอยของต้นไม้ที่ถูกตัดเนื่องจากการบิน รอยรองเท้า(?) และบางรายยังเด็ดกว่านั้นครับ คือพบหลักฐานที่"มนุษย์"ต่างดาวอาจจะทิ้งเอาไว้ เช่นโลหะที่ไม่ทราบประเภท อุปกรณ์ที่ไม่ทราบหน้าที่ของมัน ภาษาอังกฤษเรียกการเห็นแบบนี้ว่า Close Encounter of the Second Kindซึ่งมีจำนวนรองลงไปจากแบบแรก

3. เห็นลงจอดหรือมีการเผชิญหน้ากับผู้มาจากยานโดยตรง การเห็นชนิดนี้นับว่าน่าสนใจที่สุด เพราะประหลาดแทบไม่น่าเชื่อ บางรายนับว่ามหัศจรรย์จนเอาไปสร้างเป็นหนังหรือเขียนเป็นนวนิยายด้วยซ้ำ รายงานเหล่านี้มีตั้งแต่ เห็นรูปร่างมนุษย์ต่างดาวในยาน บางรายโดนฉุดกระชากให้ขึ้นยาน มีถูกลักพา หรือสะกดจิต นักวิชาการเรียกการพบเห็นชนิดนี้ว่า Close Encounter of The Third Kind

รายงานการเห็นในแต่ละกลุ่มดังกล่าวนี้ บางครั้งมักถูกกลั่นกรองมาก่อนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย บางรายมีรูปถ่ายเป็นหลักฐาน ซึ่งได้รับการพิศูจน์จากผู้เชี่ยวชาญแล้วว่า ไม่ได้ผ่านการแต่งเติมใดๆ นอกจากนี้นะ พยานหลายคน โดนการทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา เป็นต้นว่าสะกดจิต ผลการทดสอบบอกเราว่า เรื่องที่พวกเขาพูดนั้นเป็นเรื่องจริง แม้ว่าออกจะเหลือเชื่อไปหน่อยก็ตาม
Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #5 on: November 08, 2008, 05:35:09 PM »

เครดิต http://www.mythland.org/html/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=8
== By Sonic ==

Basic Theory of UFOs : ว่าด้วยเรื่องราวพื้นฐานอีกหน่อยเกี่ยวกับ UFOs

ทฤษฎีเบื้องต้นเกี่ยวกับจานบินและมนุษย์ต่างดาว

The Basic of UFOs Theories เป็นสมมุติฐานเบื้องต้นเกี่ยวกับ UFOs เหมาะสำหรับผู้สนใจ และเริ่มต้นจะศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ สำหรับผู้เชี่ยวชาญและช่ำชองแล้วจะอ่านดูเล่นๆก็ได้นะ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

เดี๋ยวนี้เรื่องการพบเห็น UFOs ชักจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆไปเสียแล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อนนะ ที่พอมีข่าวทีก็ไปลือกันให้ลั่นสนั่นเมือง อาจจะเป็นเพราะคนในสมัยนี้เริ่มทำใจได้กับเรื่องพวกนี้ และส่วนหนึ่งก็คงจะยอมรับอยู่ลึกๆว่า UFOs และมนุษย์ต่างดาวนั้นมีอยู่จริง อีกประการก็คือ มีหนังสือ - ตำรับตำรา เกี่ยวกับ UFOs ออกมามากมายเหลือเกิน บางเล่มก็น่าอ่าน บางเล่มก็เพ้อเจ้อ ถึงอย่างนั้นหนังสือพวกนี้ก็ยังได้รับการต้อนรับจากผู้อ่าน แทบทุกสาขาอาชีพ ส่วนใครที่เพิ่งจะมาเริ่มสนใจ ก็ขอให้ท่านอ่านบทความต่อจากนี้ก่อน เพื่อดูแง่มุมที่น่าสนใจเบื้องต้นของ UFOs เอ้า… ว่าแล้วเราก็ไปดูกันเลยดีกว่านะ



What are UFO's and where do they come from ?

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ก้อนหิน ดินทราย ขนมปัง ปลากระป๋อง หรือแม้แต่ UFOs มันก็ต้องมีที่ไปที่มาจริงไหม ถ้า UFOs ที่ข่าวการพบเห็นให้เราได้ยินกันทุกวันๆนั้นมีอยู่จริง มันก็ต้องมีที่มาใช่ใช่ไหม สถานที่ๆ UFOs เหล่านั้นจากมามันต้องมีอยู่ที่ไหนสักแห่งนี่แหละ ส่วนจะเป็นที่ไหนนั้นยังไม่มีใครตอบได้ หรือมีคนเหล่านั้นก็ดันไม่ยอมปริปากด้วยเหตุผลบางประการ ( เช่น NASA และรัฐบาลของมหาอำนาจตะวันตก อ้อ อย่าดูถูกญี่ปุ่นกับจีนนะ นี่ก็ใช่เล่นเหมือนกัน มีข่าวมาเหมือนกัน ว่าทั้งสองประเทศนี้กำลังทำโครงการลับๆอะไรบางอย่าง ที่เกี่ยวกับ UFOs อยู่ ) ในเมื่อหาคำตอบที่ถูกต้องไม่ได้ก็ต้องอาศัยสมมุติฐานเข้าช่วยล่ะ มีนักวิชาการหลายท่านเสนอทฤษฎีน่าสนใจขึ้นมา เกี่ยวกับคำถามที่ว่า " UFOs มาจากไหน " ลองมาดูกัน ว่า UFOs น่าจะมาจากที่ไหนบ้าง

Another Planet
เป็นทฤษฎีที่ป๊อบที่สุด และมีความเป็นไปได้มากที่สุด ดูจากลักษณะทั่วไปของ UFOs มันถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ไม่มีชาติใดในโลกทำได้ ( อย่างน้อยก็ตอนนี้ ) ในบางรายที่พบเห็น UFOs ยืนยันว่า มันไม่เหมือนอากาศยานของชาติใดในโลกอย่างเด็ดขาด ส่วนนักบินที่มากับ UFOs เล่า หน้าตาแต่ละท่านไม่เหมือนเผ่าพันธ์ชาวพิภพเราเลยสักนิดเดียว ดังนั้น นักวิชาการหลายคนจึงลงความเห็นว่า พวกนี้น่าจะมาจากต่างดาว

ข้อยืนยันก็คือ ดวงดาวในห้วงอวกาศมีมากมายจนนับทั้งชีวิตก็ไม่ถ้วน อาจจะมีดาวเคราะห์ในสักจักรวาลหนึ่ง ที่มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาอาศัยอยู่เช่นพวกเรา มีความเป็นไปได้ใช่ไหมล่ะ? ปัญหาก็คือ ระยะทางระหว่างแต่ละแกแล็คซี่มันช่างไกลกันจนน่าใจหาย ความเร็วที่สุดของที่สุดที่มนุษย์รู้จักในปัจจุบันก็คือความเร็วแสง ถึงขนาดว่าแสงเร็วกว่าจะเดินทางไปถึงดาวบางดวงที่อยู่ใกล้ๆ ก็ยังกินเวลาเป็นร้อยๆปีด้วยซ้ำ จะกินเวลาอีกสักเท่าไหร่กัน กว่าเทคโนโลยีของมนุษย์จะก้าวข้ามกำแพงแห่งความเร็วแสง เพื่อเปิดยุคแห่งการสัญจรระหว่างดวงดาว จะได้รู้ๆกันเสียทีว่า ดาวดวงใดบ้าง ที่มีสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์เราอาศัยอยู่บ้าง

มากกว่า 30 ปีมาแล้ว ที่มนุษย์เราสงสัยว่า ดวงจันทร์และดาวศุกร์ (รวมไปถึงดาวอังคาร) มีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ ถึงแม้ปัจจุบัน ภาพถ่ายจากยานสำรวจได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า ไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาสัยอยู่บนดาวเคราห์เหล่านี้ คนส่วนใหญ่รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์บางท่านก็ยังปักใจเชื่ออยู่ดี ว่าต้องมีมนุษย์ต่างดาวหลบซ่อนอยู่ตรงหลืบไหนสักแห่งบนดาวเคราะห์พวกนี้แหละ โอกาศที่มนุษย์ต่างดาวและ UFOs จะมาจากต่างแกแล็คซี่นั้น ความเป็นไปได้ออกจะริบหรี่เต็มทน ทั้งนี้เนื่องมาจากระยะทางนั่นเอง แต่ก็ไม่แน่หรอก พวกเขาอาจจะกำเทคโนโลยีที่เราไม่รู้เอาไว้ในกำมือก็ได้

Another Dimension
เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจมาก กล่าวคือ ถ้า UFOs พวกนี้ไม่ได้มาจากต่างดาว ก็น่าจะมาจากอีกมิติหนึ่ง ซึ่งอาจจะซ้อนกับมิติของเราอยู่ ต้นตำรับผู้เสนอแนวคิดเรื่องผู้มาเยือนจากต่างมิติ คือกระทาชายนาย Jacques Vallee นับว่าน่าสนใจมากเหมือนกัน เพราะสามารถอธิบายลักษณะการปรากฏตัว การลักพาตัวมนุษย์โลก รวมทั้งการเคลื่อนไหวแบบแปลกๆของ UFOs ได้ในหลายๆกรณี แต่ก็แค่นั้นแหละ เป็นเพียงแค่ทฤษฎีที่น่าสนใจเท่านั้นเอง ความเป็นไปได้ยังน้อยอยู่มาก ผู้คนส่วนใหญ่จึงเพียงแค่รับฟัง ไม่ถึงกับคล้อยตามอย่างในทฤษฎีแรก ที่ว่าด้วยการมาเยือนจากดาวดวงอื่น

Psychological / Earth Effects
ยังมีนักวิชาการและนักวิจัยจำนวนมาก ที่เชื่อว่าการมองเห็นยูเอฟโอ เป็นผลกระทบจากสมองและอาการผิดปกติทางกายภาพครับ มีอยู่รายหนึ่งเชื่อว่า เป็นอาการตาฝาดหรือมองเห็นภาพหลอน อันเนื่องมาจากสมองของผู้พบเห็นมีปฏิกิริยากับ คลื่นวิทยุ และกระแสแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีกันอยู่ดาษดื่นแทบจะวิ่งชนกันตายในสังคมปัจจุบัน อนุภาคของคลื่นบางชนิดอาจส่งผลผิดปกติทางประสาทรับรู้ของคนเราก็ได้ เค้าว่ามาอย่างนั้นนะ

มีอีกรายเหมือนกันที่เสนอแนวคิดว่า บนโลกอันแสนจะบูดเบี้ยวของเรานี้ จะมีพื้นที่บางส่วนที่มีพลังแม่เหล็กไฟฟ้ามหาศาลอยู่ เมื่อเกิดปฏิกิริยาบางประการขึ้น เจ้าบริเวณที่ว่านี้จะสามารถส่งพลังงานออกมาและ "ลบ" คลื่นตลอดจนพลังงานทั้งปวงไปจนหมดสิ้น แถมพลังงานที่ออกมาบางครั้งยังเปล่งแสงส่องสว่างได้เหมือนหลอดไฟด้วย มันก็น่าคิดเหมือนกันนะครับ เพราะตามรายงานการพบเห็น UFOs ส่วนใหญ่จะระบุว่า คอมพิวเตอร์ไม่ทำงาน เข็มทิศตลอดจนอุปกรณ์อีเล็คทรอนิคส์ล้วนใช้การไม่ได้ แล้วท่านคิดอย่างนักวิจัยคนนี้ไหม ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ผิดปกติของแม่เหล็กไฟฟ้าบนพื้นที่ "พิเศษ" บางแห่งบนโลกของเรา และเจ้าสิ่งบินแปลกปลอมที่รู้จักกันในนามของ UFOs ที่เห็นๆกันนั้น คือปรากฏการณ์ของการส่องสว่างอันเนื่องมาจากพลังงานที่ว่า

ฟังๆดูก็เข้าท่า เพียงแต่ทฤษฎีนี้อธิบายเรื่องของ UFOs ไม่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีที่มีรายงานการพบเห็นมนุษย์ต่างดาว การลักพาตัวคนบนโลกไปทำการทดลอง ตลอดจนร่องรอยของอารยธรรมโบราณที่กล่าวถึงพระเจ้าจาก" อวกาศ " โดยส่วนตัวของนายโซนิคเองเชื่อว่า ในรายงานการพบเห็น UFOs คงมีบางส่วนที่จัดเข้ากรณีนี้ได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดอย่างแน่นอน แหม… ก็หลักฐานมันเห็นๆกันอยู่ทนโท่นะ



From the Future
มาจากอนาคต ทฤษฎีนี้พึ่งได้รับการตอบรับจากนักวิชาการทั่วไปเมื่อไม่นานมานี้เอง ว่ามีสิทธเป็นไปได้เหมือนกัน แถมยังตอบคำถามเกี่ยวกับ UFOs ได้ในแทบทุกกรณี ซึ่งบางแง่มุมก็น่าคิดอยู่ไม่น้อย จะขอยกประเด็นที่น่าสนใจมาสัก ประเด็นสองประเด็นก็แล้วกันนะ

มนุษย์โลกเชื่อกันว่า ความเร็วที่สุดเท่าที่เคยเร็วมาก็คือความเร็วของแสง ไม่มีอะไรจะเดินทางได้เร็ว และย่นเวลาได้เท่าแสงอีกแล้ว หากการมาเยือนของผู้มาจากโพ้นพิภพมีจริงๆ นั่นก็แสดงว่าพวกเขาไม่น่าจะอยู่ไกลจากเรามากนัก เพราะมาให้พบเห็นกันบ่อยเหลือเกิน นักวิชาการบางคนเลยเสนอแนวคิดว่า ผู้ที่มากับ UFOs นั้นอาจไม่ใช่อื่นไกล ก็มนุษย์โลกเราเองนี่แหละ ที่ย้อนเวลามาจากอนาคต เพื่อกระทำกิจธุระกับมนุษย์ปัจจุบันในหลายๆด้าน ฟังดูเหลือเชื่อแต่ก็มีสิทธิเป็นไปได้ในอนาคต อนาคตตอนไหนน่ะหรือ? ฮ่า ฮ่า ก็อนาคตตอนที่ฟิสิกข์ของเราก้าวหน้าจนถึงขั้นท่องเที่ยวในกาลเวลาได้เหมือนในหนังน่ะสิ

ทุกคนที่เรียนประวัติศาสตร์มาคงจะซึมซาบกับอมตวาจาประโยคนี้ดี "ประวัติศาสตร์ คือบทเรียนที่ดีของอนาคต" ผู้มากับ UFOs อาจต้องการมาศึกษาประวัติศาสตร์จากอดีตของพวกเขา ซึ่งก็คือยุคปัจจุบันของพวกเรา (ฟังแล้วงงดีวุ๊ย) นั่นเอง ความสามารถในการ "วาร์ป" ข้ามกาลเวลาของ UFOs คือคำตอบที่ดีของคำถามที่ว่า ทำไมเวลามีผู้พบเห็น UFOs มักจะเห็นมาโผล่มาอย่างปุบปับ แล้วก็หายแว๊บไปอย่างไม่มีร่องรอย

ข้อเท็จจริงอีกอย่างที่พอจะสนับสนุนทฤษฎีนี้ได้ ก็คือรายงานการพบเห็นสิ่งมีชีวิตที่มากับ UFOS นั่นล่ะ รูปร่างเล็ก ตัวสีเทา หัวโต ตัวลีบ นิ้วมือยาว สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเกิดขึ้นกับมนุษย์ในอนาคต เป็นผลมาจากวิทยาการที่ทำให้มนุษย์ได้รับความสะดวกสบายเกินไป และถ้าพวกเขาเป็นมนุษย์โลกที่มาจากอนาคตจริง มันก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะสนใจทำการทดลองกับร่างกายของเรา เพื่อศึกษาวิวัฒนาการนั่นเอง
Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #6 on: November 08, 2008, 05:42:54 PM »

พวก"เขา"มาที่โลกทำไม?

สงสัยกันมาบทหนึ่งแล้ว ว่า UFOs นั้นมาจากไหน คราวนี้เราก็มาสงสัยกันต่อดีไหม ว่าพวกเขามากันทำไม มาเพื่อกิจการใด หรือมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ในการมาเยือนดาวเคราะห์ดวงเล็กๆแห่งนี้ เช่นเคย มีทฤษฎีที่น่าสนใจอีกเช่นกัน ถึงเหตุผลที่ UFOs มาเยือนโลกมนุษย์เรา เหตุผลที่ว่า ก็มีดังนี้



มาเยือนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ฮะฮะ… จั่วหัวข้อเอาไว้อย่างกับมนุษย์ต่างดาว (ขอเรียกแบบนี้ไปก่อนนะครับ) เป็นไทยมุงชอบสอดแน่ะ แต่จริงๆแล้วก็น่าคิดอยู่ไม่น้อย เป็นเหตุผลที่ Simple Normal ธรรมดาๆมาก เหตุที่เราได้รับการมาเยือนจากโพ้นพิภพก็เนื่องจากผู้มาเยือน ต้องการมาศึกษาโลกมนุษย์ไงล่ะครับ ก็คล้ายๆกับคนเรานี่แหละ ที่ชอบเดินทางไปไหนมาไหน เพื่อศึกษาอารยธรรมใหม่ๆ เหตุผลที่มนุษย์ต่างดาวเทียวมาเทียวไปโลกเราเป็นว่าเล่น อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่คุณๆขึ้นเหนือไป เพื่อดูกระเหรี่ยงคอยาว หรือเป็นเหตุผลเดียวกับนักมานุษยวิทยาบุกเข้าป่า เพื่อศึกษาวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองก็เป็นได้ นับเป็นเหตุผลธรรมดาๆที่หนักแน่นและน่าฟังทีเดียว

ถึงงั้นก็เถอะ มีหลายกรณีที่ไม่แน่ว่าจะเป็นการมาทัวร์โลกเพื่อการศึกษาเสมอไป การลักพาตัวมนุษย์โลกไปทดลองเอย ปรากฏการณ์ฆ่าหมู่สัตว์เลี้ยงที่เรียกว่า Cattle Mutilation เอย มันดูไม่เหมือนเพื่อการศึกษาเลยสักนิด แถมมนุษย์ต่างดาวที่พบเห็นกันในปัจจุบัน ก็มีหลากเผ่าหลายพันธ์กันเหลือเกิน ถ้าจะบอกว่าบางเผ่าพันธ์มาเพื่อการศึกษา ในขณะที่บางเผ่าพันธ์ไม่ เรื่องนี้ก็คงต้องคิดกันอีกยาวล่ะ สำหรับผู้มีหน้าที่รักษาความมั่นคงของชาติ

เพื่อแสวงหาทรัพยากร
เป็นไปได้เหมือนกันนะ มนุษย์ต่างดาวอาจมาเยือนโลกเราด้วยเหตุทางเศรษฐกิจ คือมาหาทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีบนดาวเคราะห์ของเขา อาจเป็นแร่ธาตุบางประเภท เพราะบ่อยครั้งที่มีรายงานว่า พบ UFOs กำลังตักตัวอย่างดิน หรือหิน บางที ทรัพยากรที่มนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ต้องการ อาจรวมไปถึง "สิ่งมีชีวิต" บางประเภทด้วยก็เป็นได้

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็น่าจะติตต่อทำการค้ากับโลกเราเสียเลยสิ บางท่านอาจคิดแบบนี้ ก็ไม่รู้เค้าล่ะ เค้าคงชอบแอบมาเงียบๆแบบไม่ให้รู้ตัวกระมัง หรือไม่ก็เห็นโลกเป็นจุดแวะระหว่างทาง แอบมาเติมพลังงาน เติมเชื้อเพลิง เติมเสบียง ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังแกแล็คซี่อื่นก็ได้

มาเพื่อเตือนมนุษย์โลก
ในบรรดาผู้มีประสบการณ์ในการติดต่อกับ UFOs เป็นจำนวนมาก ในที่นี้จะรวมทั้งผู้ถูกลักพาและผู้สามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้ (โดยอ้างว่าติดต่อทางโทรจิต -Sonic) ล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า มนุษย์ต่างดาวที่ตนได้ติดต่อด้วย มาเพื่อเตือนมนุษย์ชาวโลกไม่ให้เดินทางผิด และทำลายโลกทั้งใบด้วยน้ำมือของมนุษย์

ก็น่าคิดอยู่เหมือนกันนะ วิทยาการในปัจจุบัน แม้จะเจริญก้าวหน้า นำความสะดวกสบายมาให้มนุษย์แบบก้าวกระโดดก็จริง คิดอีกแง่หนึ่ง มันก็เป็นดาบสองคมเหมือนกัน ถ้าใช้ไม่ดี ไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นหรอกที่จะเจ็บหนัก สิ่งมีชีวิตอื่นๆก็จะพลอยรับกรรมไปด้วย ดังจะเห็นได้จากปัญหามลพิษเอย สารตกค้างเอย ความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมทำเอาสัตว์สูญพันธ์ไปอย่างถาวรนับร้อยนับพันธ์สปีชี่ส์ ร่างกายมนุษย์เองก็เริ่มพิกลพิการ หรือเติบโตแบบผิดธรรมชาติ อันเนื่องมาจากผลกระทบทางวิทยาการ โรคภัยใหม่ๆเกิดขึ้นทุกวันจนนับกันแทบไม่ไหว

นั่นเป็นผลกระทบทางกายภาพเท่านั้น ผลทางด้านจิตใจอันเกิดจากสังคมมนุษย์เรายังไม่ได้พูดถึงเลย และผมก็คงละไว้ในฐานที่เข้าใจกันนะครับ ว่ามนุษย์เรานับวันมีแต่จะหย่อนด้านศีลธรรม วิปริตวิปลาศมากขึ้นทุกวันๆ นี่แหละ ผลจากการยึดติดกับอารยธรรมด้านวัตถุเพียงถ่ายเดียว

นักวิทยาศาสตร์บางท่านแนะว่า สาเหตุที่มนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกเรา น่าจะมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพลังงานใหม่ พลังงานอันน่ากลัวที่เราเพิ่งค้นพบกันในสมัยศตวรรษที่20 พลังงานนิวเคลียร์ไง ข้อสังเกตุบางประการของนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้คือ รายงานการพบ UFOs มีถี่ขึ้นเป็นพิเศษ หลังช่วงปี 1950 เป็นต้นมา สัมพันธ์กันพอดีกับการทดลองระเปิดปรมาณูลูกแรกในช่วงกลางปี 1945 ข้อเท็จจริงอีกข้อที่ปฏิเสธไม่ได้คือ UFOs จะถูกพบเห็นบ่อยมากในแถบที่มีการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ มีเตาปฏิกรณ์ปรมาณู หรือ สถานีปล่อยยานอวกาศ ( ทั่วโลกเลย ไม่ใช่แค่อเมริกา ) บางท่านคงเคยได้ยินหรืออ่านข่าวกรณี UFOs ตกที่รอสเวล (Roswell) แล้วทราบกันบ้างไหม ว่ารอสเวลคือฐานทัพแห่งแรกที่เป็นที่ตั้งของเครื่องบินทิ้งระเบิดปรมาณู

มาเพื่อทดลองถ่ายเทพันธุกรรม (Genetic Manipulation)
เหตุผลนี้นักลึกลับศาสตร์ทั้งหลายชอบกันนักล่ะ รวมไปถึงผู้สร้างภาพยนตร์หลายรายก็นิยมกันไม่น้อย ใช่แล้วครับ มนุษย์ต่างดาวบางกลุ่ม กำลังใช้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลก ทำการทดลองบางอย่างที่เกี่ยวเนื่องกับพันธุวิศวกรรมศาสตร์ ปรากฏการณ์ Cattle mutilation ยืนยันถึงเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

พยานหลายปากที่ถูกลักพาตัวไปโดยมนุษย์ต่างดาว ( หาอ่านได้จากหนังสือทั่วไปนะ เยอะแยะไปหมด ) ล้วนให้ปากคำตรงกันว่า พวกเขาถูกนำไปทดลองอะไรบางอย่าง มีการดูดเอาของเหลวออกจากร่างกาย บางรายโดนเก็บตัวอย่างน้ำเชื้อ หรือ รังไข่ไปด้วย มองในแง่หนึ่ง อารยธรรมหรือสายชีวิตของมนุษย์ต่างดาวพวกนี้พังทลายไปหมดแล้ว พวกเขาต้องการ"อะไร"บางอย่างมาเชื่อมต่อห่วงโซ่ที่ขาดหาย และสร้างสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา หรือบางทีพวกเขาต้องการปรับตัวของพวกเขาเองให้อาศัยอยู่บนโลกได้ โดยอาศัยยีนส์และ DNA จากสิ่งมีชีวิตบนโลก อ้าว… เป็นไปได้เหมือนกันนะ มาจากดาวคนละดวงกันนี่นา ชั้นบรรยากาศ สภาพแวดล้อม หรือแม้แต่เชื้อโรคอาจต่างกันแบบสุดขั้วก็ได้

เอ…ว่าแต่ถ้าพวกเขาต้องการมาอาศัยบนโลกจริงอย่างที่ทฤษฎีนี้กล่าวไว้ พวกเขาจะมาในฐานะอะไรล่ะ ผู้มาอาศัย หรือ ผู้ปกครองคนใหม่ น่าคิดนะ

มาเพื่อรุกราน
เหตุผลที่ผมจัดมันไว้อันดับสุดท้ายก็เนื่องมาจากมันไม่เข้าท่า แถมน่ากลัวเอาเหมือนกัน ลองนึกถึงภาพยนตร์บางเรื่องสิ Invader From Mars หรือ ID 4 ก็ได้ แต่ฉากจบคงไม่แฮปปี้เอนดิ้งเหมือนในหนังหรอก มนุษย์จะเอาอะไรไปชนะเทคโนโลยีของสิ่งมีชีวิตจากต่างพิภพได้ล่ะ เชื่อว่าถ้าสงครามระหว่างมนุษย์โลกกับต่างดาวเกิดขึ้นจริงๆ เราแทบไม่ต้องคาดเดาผลของสงครามเลย คุณก็รู้ ใครๆก็รู้ ภาวนาอย่างเดียวคือ ขออย่าให้มันเกิดขึ้นเลย

นักเขียนบางคนได้จับเอาประเด็นของการยักย้ายพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นั่นก็คือ มนุษย์ต่างดาวเหล่านี้ ได้จับตามองจ้องจะยึดโลกมานานแล้ว ที่พวกเขารออยู่ ก็คือรอการปรับพันธุกรรมของพวกเขาเอง ให้แน่ใจว่าสามารถดำรงชีวิตอยู่บนโลกได้เสียก่อน แล้วค่อยลงมือยึดครอง

ฟังดูแล้วน่ากลัวแฮะ รู้สึกเหมือนตกไปอยู่ในยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตกยังไงยังงั้นเลย ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง เราชาวโลกก็พูดอะไรไม่ออกล่ะ ประเทศอาณานิคมจะมีสิทธิพูดอะไรได้ฤา?
Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #7 on: November 08, 2008, 05:48:33 PM »

พวก"เขา"มาที่โลกด้วยวิธีไหน?

คราวนี้ก็มาถึงปัญหาที่หาทฤษฎีมาตอบยากกว่าที่ผ่านมาเสียอีก นั่นคือ UFOs มายังโลกเราด้วยวิธีการอย่างไร อย่านะ อย่าเพิ่งมองข้ามความสำคัญของมัน ท่านสังเกตกันไหมว่า มีข่าวคราวการพบ UFOs แทบจะทุกวี่วันและแทบจะทุกมุมโลก ลงมากันถี่ขนาดนี้มันก็น่าสนใจไม่หยอกแหละ ว่าพวกเขาเดินทางมายังโลกนี้กันด้วยวิธีไหน ทำไมช่างมาง่ายไปง่ายสะดวกสบายเหลือเกิน
ลงเทียวไปเทียวมากันบ่อยๆแบบนี้ก็สรุปได้สองทางล่ะ หนึ่งคือ เทคโนโลยีของ UFOs กับเหล่านักบิน ต้องสูงส่งจนเราคาดไม่ถึง อาจจะถึงขั้นเร็วกว่าแสง รวมทั้งเดินทางผ่านเวลาและอวกาศได้ด้วยซ้ำ ส่วนสองนั้น พวกเขาอาจจะอยู่ใกล้โลกเรามากกว่าที่คิด ใกล้มากจนนึกไม่ถึง ในที่นี้ผมจะชี้แจงบางประเด็นที่พอจะขยายสมมุติฐานทั้งสองข้อนี้ อย่างสั้นๆนะ

[1] พวกเขาอยู่ใกล้โลกของเรามาก เช่นในระบบสุริยะเอง
เป็นไปได้สามกรณี สำหรับแหล่งพำนักของมนุษย์ต่างดาวพวกนี้ กรณีแรกก็คือ พวกเขาอยู่ในระบบสุริยะของเรานี่เอง อาจจะอยู่ในดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งในระบบสุริยะ แล้วมีระบบอำพรางตนที่ทำให้อุปกรณ์ของยานสำรวจตรวจหาไม่เจอ ยังจำกันได้ไหม เมื่อนานมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์เคยบอกกับเราว่า นอกจากโลกแล้ว ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดใดจะเติบโตได้บนดาวดวงอื่น ข้อกล่าวนี้ รวมทั้งดาวใน และ นอกระบบสุริยะออกไป



จนกระทั่งปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มยอมรับอย่างอ้อมแอ้มแล้วว่า อาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงอื่นก็ได้ เพราะหลักฐานหลายชิ้น เช่น จุลชีพที่ติดมากับอุกาบาตหลายๆลูก บางลูกมาจากดาวอังคารก็มี เอาล่ะ ในเมื่อสิ่งมีชีวิตประเภทจุลชีพอยู่ สิ่งมีชีวิตซับซ้อนประเภทมนุษย์ล่ะ จะมีอยู่ด้วยหรือไม่? อย่าลืมนะว่าดาวเคราะห์ทั้งหลายในระบบสุริยะ เราก็ยังสำรวจไม่ทั่วถึงสักหน่อย

[2] อยู่ในมิติที่ซ้อนกับโลกของเรา
ใช่แล้ว อย่างน้อยสาวกผู้เลื่อมใสในตัวนาย Jacque Vallee ก็เชื่อแบบนี้ ขอตีความเอาว่า คงคล้ายกับเรื่องวิญญาณกระมัง ขอเวลารวบรวมข้อมูลสักนิดก่อน แล้วจะเอามาขยายความให้ฟังกันนะ หรือท่านใดที่ทราบจะแจ้งด้วยก็ดี จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

[3] อยู่บนโลกของเรานี่แหละ อยู่มานานแล้วด้วย
เคยได้ยินเรื่องราวของทวีปแอตแลนติส เลมูเรีย หรือ อาร์กาต้าไหม นครใต้สมุทร ใต้พิภพ ซึ่งเชื่อกันว่าล่มสลายไปแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่า ทวีปทั้งหลายเหล่านี้ ยังคงมีอยู่มาจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่เปลี่ยนสถานที่ตั้งไปอยู่ใต้โลกหรือใต้มหาสมุทร ส่วน UFOs ก็คือยานพาหนะที่พวกเขาใช้กันในปัจจุบัน นานๆทีก็อาจมาดักจับเอาเรือ เครื่องบิน ตลอดจนมนุษย์โลก เพื่อนำไปศึกษาความก้าวหน้าทางวิทยาการ

ทั้งสามประเด็นที่ว่ามาก็น่าเชื่อถืออยู่หรอก ปัญหามันมีอยู่เพียงว่า จากปากคำของพยานผู้เคยพบเห็นและถูกลักพาตัว ผู้มากับ UFOs มีกันหลายเผ่าพันธ์เหลือเกิน ถ้าพวกเขาอยู่กันบนโลกหรือใกล้โลกหมดจริงๆก็ฮาน่ะซี แย่งที่กันอยู่แย่เลย

ไวกว่าแสง!!!
หากดูถึงความเป็นไปได้ในกรณีที่เหลือ กล่าวคือ มนุษย์ต่างดาวและ UFOs มาจากดาวดวงอื่นที่ห่างไกลระบบสุริยะออกไป แสดงว่าพวกเขาต้องมีพาหนะที่เร็วเอามากๆ อย่างน้อยๆก็เทียบเท่าหรือเร็วกว่าแสงแหละ ท่านที่ชอบดูนิยายวิทยาศาสตร์คงซึมทราบกันดี เพราะมีกล่าวถึงกันมากมายเหลือเกิน สำหรับการเดินทางด้วยความเร็วเหนือแสงเนี่ย ทั้ง แบล็คโฮลเอย วอร์มโฮลเลย คลื่นแรงโน้มถ่วงเอย สารพัดวิธีที่จะเดินทางกันไปได้ แต่ก็เป็นเพียงทฤษฎีที่"น่าจะ"เป็นไปได้เท่านั้น นักวิทยาศาสตร์กำลังคร่ำเคร่งศึกษากันอยู่ คาดว่าน่าจะได้เรื่องกันในเร็วๆนี้ ไม่ 10 ก็ 20 ไม่ 40 ก็ ร้อยปีที่กำลังจะมาถึงนี่แหละ

Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #8 on: November 08, 2008, 05:52:17 PM »

รัฐบาลทั่วโลก ปิดอะไรเราอยู่?



หลายๆคนเชื่อกันว่า รัฐบาลของมหาอำนาจใหญ่ๆ ต่างรู้เห็นเป็นใจในเรื่องของ UFOs อยู่เต็มอก เพียงแต่เก็บงำข้อมูลเอาไว้ ไม่ยอมชี้แจงแถลงไขให้สาธารณชนรับรู้ ทำไมน่ะหรือ? แม้แต่ในเมืองไทยเองก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เยอะแยะไปที่ศึกษาเรื่องนี้อยู่ แต่ก็ไม่ยักเห็นมีใครตีพิมพ์การวิจัย หรือประกาศเรื่องราวอย่างเป็นกิจลักษณะให้สาธารณะชนได้เข้าใจเรื่องราวเหล่านี้มากขึ้น ทำไมหนอ? ก็ไม่ทราบกับเขาเหมือนกัน ได้แต่เดา (รู้สึกว่ามีแต่เดาจริงๆนะพ่อคุณ วันนี้น่ะ) เอาว่า คงเป็นหนึ่งในเหตุผลหลายๆข้อต่อไปนี้

[1] เหตุผลทางเทคโนโลยีและความมั่นคง
ใครก็ตามที่ได้ชื่อว่า กำความลับทางวิทยาการของมนุษย์ต่างดาวเอาไว้ในมือ ก็เชื่อขนมกินได้เลยว่า วิทยาการต่างๆโดยเฉพาะด้านการทหาร ต้องก้าวไปไกลแบบก้าวกระโดดเป็นแน่แท้ อาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆที่เป็นผลพลอยได้จากการศึกษานี่แหละ จะเป็นเครื่องต่อรอง(รวมถึงเอาไว้ใช้ข่ม)กับนานาชาติ ดีไม่ดีถ้าเศรษฐกิจเกิดช็อตขึ้นมาแบบเมืองไทยใน พ.ศ.นี้ ก็ยังเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ไปขายนิดๆหน่อยๆนำกำไรเข้าประเทศได้ แต่เหตุผลหลักๆว่าน่าจะเป็นสาเหตุทางการทหารมากกว่า ครองโลกได้เลยแหละ

[2] รัฐบาลรู้เรื่องแค่ครึ่งๆกลาง คือไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด ก็เลยเก็บไว้ศึกษารายละเอียดให้ถ่องแท้เสียก่อน จึงจะนำมาแถลงการต่อหน้าประชาชนผู้เสียภาษี

[3] ความจริงที่ได้ช่างโหดร้ายนัก เป็นเหตุผลด้านความมั่นคง กลับไปอ่านทบทวนในหัวข้อก่อนๆ เกี่ยวกับการรุกรานและการยึดครอง บางทีรัฐบาลและผู้นำโลกอาจไม่แน่ใจว่า พวกเขาจะรับมือกับผู้รุกรานได้ด้วยกำลังทหารและเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็เลยทำเรื่องให้เงียบๆและเหลวไหลไว้ กันความตื่นตระหนกของมหาชน อย่างน้อยนะ ถ้ามนุษย์ต่างดาวมีจริง และมาอย่างเป็นมิตร รัฐบาลก็ไม่น่าจะอุบอะไรเอาไว้เลยนี่นา

[4] รัฐบาลไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย ง่ายที่สุดสำหรับคำตอบนี้ "ก็ตูไม่รู้เรื่องนี่หว่า แล้วจะให้เอากระบวยที่ไหนมาแถลงฟะ?" อืมห์ เหตุผลรับฟังได้ จริงไหมท่านผู้อ่าน

ทั้งหมดทั้งเพที่ว่ามา ก็คือข้อเท็จจริง รวมถึงทฤษฎีเบื้องต้นบางประการเกี่ยวกับ UFOs คาดว่าน่าจะให้ประโยชน์สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นสนใจ เรื่องราวของผู้มาจากอารยธรรมอันสูงส่งนอกพิภพบ้างตามสมควร
Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #9 on: November 08, 2008, 06:04:32 PM »

เครดิต http://www.mythland.org/html/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=11
== By Sonic ==
   
The Search for Planet X : การค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่สิบ ตามตำนานของชาวสุเมเรี่ยน

Where do human come from?

เรื่องนี้เก็บตกมาจากหนังสือของนักภาษาศาสตร์ Zecharia Sitchin เขาเขียนหนังสือดังๆไว้หลายเล่มด้วยกันในที่นี้จะเก็บรายละเอียดย่อๆมาเล่าให้ฟังพอหอมปากหอมคอ



อีตา Sitchin เนี่ยเค้ามีความเชื่อว่ามนุษย์เรานี้เป็นทายาทของมนุษย์ต่างดาว บางท่านก็คงจะนึกว่ามันจะแปลกอาไร๊… เพราะนักเขียนฝรั่งที่เชื่อแบบเดียวกันและเขียนหนังสืออกมาก็มีกันตั้งหลายคน อันนั้นมันก็ใช่อยู่หรอก เพียงแต่ตา Sitchin เนี่ยค่อนข้างจะเชี่ยวชาญเรื่องอักขระโบราณ เขาเดินทางไปทั่วโลกเพื่อตามรอยอารยธรรมที่มีคนเชื่อกันว่าเป็นอารยธรรมที่มาจากนอกพิภพ งานเขียนของเขาครอบคลุมอย่างกว้างขวางไล่ไปตั้งแต่เรื่องของสโตนเฮนจ์ โบราณสถานเทียฮัวนาโค รวมไปถึงอายธรรมโบราณของสุเมเรียนซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชาว Nibiruans ในคำจารึกของชาวสุเมเรียนเรียกพวกเขาว่า อานันนาคิ (Anunnaki) ซึ่ง Anunnaki นี่แหละครับที่ตา Sitchin เชื่อว่าไม่เพียงแต่สร้างอารยธรรมในดินแดนเมโสโปเตเมียเท่านั้น แต่ยังสร้างอารยธรรมของทั้งโลกอีกด้วย พวกเขามาจากดาวเคราะห์ดวงที่ชื่อว่า นิบิรุ



จากการถอดรหัสอักษรคูนิฟอร์มมากกว่าสองพันชุดที่จารึกเรื่องราวในดินแดนแถบอ่าวเปอร์เซียเอาไว้ บางจารึกมีอายุถึงหกพันปี บางจารึกก็แตกหักไม่สมบูรณ์แถมยังกระจายอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก มีจารึกคูนิฟอร์มชิ้นนึงที่ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในประเทศเยอรมณีกล่าวถึงรายละเอียดทางดาราศาสตร์บางประการ โดยเฉพาะที่ชี้ว่าโลกถือเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ดหากนับจากดาวพลูโตนี่แหละครับ ฟังแล้วน่าทึ่งจริงๆ เพราะอายุของจารึกคูนิฟอร์มนี้มันปาเข้าไปตั้งสี่พันกว่าปีแล้ว ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งค้นพบดาวพลูโตและนับมันเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะเมื่อเร็วๆนี้เอง ชาวสุเมเรียนโบราณเค้ารู้จักดาวพลูโตกันได้อย่างไร น่าทึ่งนะ ยังมีสิ่งน่าทึ่งกว่านี้อีก ในจารึกของชาวสุเมเรียนโบราณบอกไว้อย่างชัดแจ้งว่าพวกเขามาจากห้วงท้องฟ้าที่เรียกกันว่านิบิรุ

พระเจ้าหรือพระผู้สร้างจากนิบิรุพาพวกเขาล่องเรือลงมายังโลก แล้วก็ปล่อยให้ชาวสุเมเรียนโบราณเหล่านี้ ใช้ชีวิตเริ่มต้นอารยธรรมกันบนดินแดนเมโสโปเตเมีย ชาวสุเมเรียนเหล่านี้ หาได้มีความสามารถสร้างอากาศยาน เพื่อท่องไปทั่วอวกาศอย่างพระผู้สร้างไม่ แต่ความรู้ที่พระผู้สร้างจากนิบิรุทิ้งไว้ให้นี้ ก็เล่นเอานักวิทยศาสตร์ปัจจุบันงงเป็นไก่ตาแตกเหมือนกันแหละ สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดแบบลึกๆของเรื่องนี้ คงต้องหาหนังสือมาอ่านกันเองล่ะ เพราะรายละเอียดค่อนข้างแยะ

เอาเป็นว่าสรุปรวมๆให้ว่า เนื้อหาของหนังสือเขาครอบคลุมไปถึงเรื่องของ Nefilim ด้วย อันว่า Nefilim นี้เป็นกลุ่มชนที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเก่า อันเจ้าคำว่า Nefilim นี้เป็นภาษาฮีบรูโบราณแปลว่า "ผู้ลงมาจากเบื้องบน" การตีความจารึกของ Sitchin นั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก ถึงกระนั้นก็เป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของเขาเป็นอย่างมาก Sitchin ออกเดินทางไปทั่วโลก ตระเวณไปตามแหล่งอารยธรรมต่างๆเพื่อหาห่วงโซ่ที่จะโยงปริศนาทั้งหลายเข้าด้วยกัน



Sitchin ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง ซึ่งคนทั่วไปเรียกมันว่า "ใบหน้าบนดาวอังคาร" หรือ Face On Mars อันว่า Face On Mars นี้เป็นที่กังขากันมานานแล้วว่าเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพียงการเล่นตลกของแสงกับมุมกล้อง สำหรับท่านที่ตกข่าวอยู่ จะท้าวความให้ก็ได้ว่าเจ้า Face On Mars ที่ว่านี้เป็นสิ่งก่อสร้างลักษณะคล้ายใบหน้าสฟิงก์และหมู่ปิระมิด ซึ่งยานอวกาศขององค์การนาสาถ่ายได้โดยบังเอิญ ในบริเวณที่ราบที่เรียกกันว่า Cydonia บนดาวอังคาร ตอนนี้ยังไม่มีใครตีความออกว่าลักษณะของสฟิงก์ที่รายล้อมด้วยหมู่ปิระมิดนั้นหมายถึงอะไร แต่คาดกันว่า น่าจะใช้เป็นจุดสังเกตทางอากาศเมื่อจะนำยานลงจอดมากกว่าอย่างอื่น เพราะสิ่งก่อสร้างลักษณะนี้จะดูสะดุดตามากหากมองจากทางอากาศ หากเป็นจริงแล้ว สฟิงก์แห่งกิซาและมหาปิระมิดอาจเป็นจุด Landing ของยานจากดาวนิบิรุก็ได้

ปริศนาอย่างหนึ่งของสฟิงซ์และมหาปิระมิดก็คือมันถูกสร้างด้วยฝีมือของชาวอียิปต์จริงๆหรือไม่ เพราะอายุอานามของปิระมิดและสฟิงซ์นั้น จากการตรวจสอบทางโบราณคดีอายุมันมากกว่าบันทึกทางประวัติศาสตร์ของอียิปต์ตั้งสองพันกว่าปี หากเป็นอย่างนั้นจริง ฟาโรห์คีออปส์ก็หาใช่ผู้สร้างปิระมิดเลย พระองค์เพียงแต่บูรณะมหาปิระมิดขึ้นมาแล้วก็อ้างชื่อในฐานะผู้สร้างเท่านั้น แน่ล่ะเป็นถึงเหนือหัวเจ้าแผ่นดินนี่นา จะทรงสั่งให้อาลักษณ์บันทึกประวัติศาสตร์ยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละ

จงเตรียมพร้อม!!!

การศึกษาเรื่องของพระเจ้าโดยอาศัยเงื่อนงำจากตำนานสุเมเรียนโบราณยังคงดำเนินต่อไป หากเรื่องนี้เป็นเพียงตำนานเหลวไหลแล้วองค์การเบิ้มๆอย่างนาสา คงไม่บ้าจี้ค้นหานิบิรุตามตำนานหรอก ปัจจุบัน ณ อาร์เจนตินาและชิลี นาสาได้ขอความร่วมมือตั้งกล้องโทรทัศน์ขนาดมหึมา เพื่อสอดส่องหาอะไรบางอย่างอยู่อย่างเงียบเชียบ นาสาปิดบังสิ่งใดไว้หรือ? อเมริกาและมหาอำนาจอื่นๆกำลังทำอะไรกันอยู่ …เตรียมพร้อมรับการมาถึงของ Anunnaki?

หลักฐานอีกชิ้นที่ยืนยันการมีอยู่ของพระเจ้าจากอวกาศ ก็คือแผนที่ เป็นแผนที่โลกจารึกอยู่บนแผ่นดินเหนียวอายุอานามกว่าหกพันปี มีเส้นรุ้งเส้นแวงครบถ้วนตามกระบวนการทำแผนที่ยุคปัจจุบันเด๊ะ เพียงแต่ลักษณะของทวีปต่างๆไม่เหมือนกับปัจจุบันเลยซักนิดเดียว มันคืออะไร? แผนที่โลกนี้เมื่อนมนานมาแล้วหรือว่าเป็นแผนที่ของดวงดาวอันไกลโพ้น ดวงดาวที่ Anunaki นำบรรพชนของเราลงมายังโลก มีงานเขียนบางชิ้นกล่าวถึงการสร้างมนุษย์จากหลอดทดลอง มนุษย์ที่ว่าก็คือบรรพชนของเรานี่แหละ งานเขียนเหล่านั้นจะอ้างอิงคัมภีร์พันธสัญญาเก่าเป็นหลัก อาศัยการตีความจากไบเบิลเท่านั้น แต่บันทึกของสุเมเรี่ยนเจ๋งกว่า เพราะมีทั้งเรื่องราวและภาพโครงสร้างของ DNA อยู่อย่างเสร็จสรรพ ชาวสุเมเรียนโบราณรู้เรื่อง DNA ตลอดจนวาดภาพโครงสร้างของมันออกมาได้อย่างไรหากเขาไม่เคยเห็นมาก่อน?



คำถามสุดท้ายสำหรับช่วงนี้คืออนาคตของมนุษย์จะเป็นอย่างไรต่อไป ทฤษฎีพระเจ้าจากอวกาศกำลังมีน้ำหนักและอิทธิพลต่อความเชื่อของคนยุคปัจจุบันมากขึ้นทุกที หลายคนเริ่มคล้อยตามในขณะที่บางคน บางกลุ่ม โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจยอมรับมันมานานแล้ว เราอาจถูกสร้างโดยพระผู้สร้างผู้เดินทางมาจากอวกาศ สักวันเราจะมีโอกาสเจริญรอยตามพระผู้สร้างได้หรือไม่ เพราะอย่างน้อยตอนนี้มนุษย์เราได้เติบโตขึ้นกว่าเดิมมากมาย เรียกได้ว่าก้าวหน้าทั้งศาสตร์และศิลป์จนทำให้บัลลังก์ของพระเจ้าจากอวกาศเริ่มสั่นคลอนบ้างแล้ว ที่สำคัญคือสันดานก้าวร้าวในตัวมนุษย์รวมถึงนิสัยชอบก่อสงครามนี่แหละจะทำให้มีปัญหาขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ส่วนหนึ่งเกิดปีกกล้าขาแข็งและคิดจะวัดรอยเท้าพระเจ้าขึ้นมา?


Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #10 on: November 08, 2008, 06:09:36 PM »



Planet - X

โลกของเราเป็นหนึ่งในสมาชิกของระบบสุริยจักรวาล หรือ Solar System และพวกเราก็เรียนมาตั้งแต่หัวเท่ากะปอม(ภาษาอิสาน แปลว่ากิ้งก่า) แล้วว่าระบบสุริยะมีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และมีบริวารเป็นดาวเคราะห์ทั้งสิ้น 9 ดวง แต่มีอยู่สองดวงคือเนปจูนและพลูโตที่มีอาการแปลกๆ นักดาราศาสตร์ใหญ่ทั้งหลายต่างก็กังขากันใหญ่ว่ามันจะมาจากอิทธิพลของดาวเคราะห์ดวงที่สิบหรือไม่?

ก่อนจะว่ากันถึงดาวเคราะห์ดวงที่สิบ เรามาดูกันดีกว่าว่าอะไรเป็นจุดดลใจให้นักดาราศาสตร์เค้าเชื่อกันว่าระบบสุริยะยังมีสมาชิกที่ค้นไม่พบอีกหนึ่งดวง เมื่อก่อนเค้าเชื่อกันว่าดาวเคราะห์ในระบบสุริยะมีกันแค่เจ็ดดวง(นับดวงจันทร์ด้วย) จนกระทั่งมีการค้นพบดาวยูเรนัสนั่นแหละ กระบวนการล่าดาวบริวารของดวงอาทิตย์จึงเกิดขึ้น เรามาดูรายละเอียดเล็กๆน้อยของมันดีกว่า

ในปี 1841 John Couch Adams เริ่มตะหงิดๆใจกับการโคจรแบบแปลกๆของดาวยูเรนัสคล้ายๆกับมีปฏิกิริยากับแรงดึงดูดอะไรซักอย่าง จากการค้นพบของ Adams ทำให้หลายๆคนเริ่มค้นคว้าเรื่องนี้กันมากขึ้น ในปี 1845 เลอ วาริเยร์ (Urbain Le Verrier) ได้เริ่มค้นหามันด้วยเช่นกันเพราะอาการของดาวยูเรนัสนี้ต้องเป็นผลมาจากแรงดึงดูดของดาวเคราะห์อีกซักดวงเป็นแน่ นั่นคือการนำมาของการค้นพบดาวเคราะห์ดวงที่แปด เนปจูน

เดือนกันยายนปี 1846 เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังมีการค้นพบดาวเนปจูน Le Verrier ยังคงสงสัยว่าน่าจะมีดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่มีอิทธิพลกับดางยูเรนัสแน่นอน ล่วงมาถึงเดือนตุลาคมปีเดียวกัน มีการค้นพบดวงจันทร์ขนาดยักษ์ที่เป็นดาวบริวารของดาวเคราะห์เนปจูน หลายคนคิดว่าตัวเองได้คำตอบเรื่องแรงดึงดูดกับดาวยูเรนัสแล้ว แต่มันจะไม่ง่ายไปหน่อยเร้อ?



ในปี 1879 นักดาราศาสตร์ชื่อ Camille Flammarion ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า มันต้องมีดาวเคราะห์อีกซักดวงที่อยู่ถัดจากดาวเนปจูออกไปแน่ๆ โดยอาศัยการคำนวณเรื่องวงโคจรของดาวหางและอุกาบาตเป็นหลัก

เปอร์ซิวาล โลเวล เจ้าของงานเขียนเรื่องคลองบนดาวอังคารอันลือลั่น ได้เริ่มศึกษาและค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่ยังไม่มีการค้นพบอย่างเงียบๆในรัฐอริโซนา โลเวลเรียกการค้นคว้าของเขาในครั้งนี้ว่า การค้นหา Planet X โลเวลพยายามหลายๆต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด ด้วยความบังเอิญ เปอร์ซิวาล โลเวลของเราจับตำแหน่งดาวเคราะห์ที่ยังไม่มีใครรู้จักได้หลายครั้ง แต่นั่นเป็นเวลาก่อนที่จะค้นพบดาวพลูโต ใครๆเลยคิดกันว่าดาวที่โลเวลพบเป็นดาวพลูโตไปซะฉิบ (ดาวพลูโตถูกค้นพบในปี 1930)

ปัจจุบัน ดร.โทมัส ซี แวน แฟลนเดิร์น แห่งราชนาวีสหรัฐ ได้ยืนยันถึงการศึกษาของทางราชนาวี และให้สมมุติฐานว่าน่าจะมีดาวเคราะห์อีกดวงที่อยู่ถัดไปจากดาวพลูโต เป็นดาวขนาดค่อนข้างใหญ่เสียด้วย
Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #11 on: November 08, 2008, 06:15:35 PM »



Planet - X

นับเป็นเวลาร่วมสองร้อยปีแล้วหลังจากมีการค้นพบดาวพลูโต แม้ว่าปัจจุบันความรู้ทางดาราศาสตร์และการคำนวณของมนุษย์จะก้าวหน้าขึ้นมากก็ตาม แต่การค้นหาดาวเคราะห์บริวารที่เหลือก็ยังเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากระยะทางนั่นเอง บรรดานักดาราศาสตร์ต่างก็เรียกดาวดวงนี้ว่า Planet X มีมหกรรมการค้นหากันอย่างมโหฬาร แม้แต่องค์การใหญ่อย่างนาสาก็ยังตั้งกล้องดูดาวขนาดยักษ์ร่วมสังฆกรรมกับเขา

น่าหัวเราะอะไรเช่นนี้ นักดาราศาสตร์ปัจจุบันค้นหาดาวเคราะห์ดวงที่สิบกันแทบตายแต่ชาวสุเมเรี่ยนสิ พวกเขารู้เรื่องนี้และได้บันทึกมันเอาไว้อย่างละเอียดละออในแผ่นจารึกดินเหนียวเมื่อกว่าหกพันปีกว่าโน้นแน่ะ ดาวเคราะห์ดวงนั้นพวกเขาเรียกมันว่า Nibiru เป็นที่ๆพระเจ้าของชาวสุเมเรียนเคยอาศัยอยู่มาก่อน ตามจารึกของชาวสุเมเรียนบอกไว้ว่าสรวงสวรรค์ของพระเจ้าหรือ Nibiru นั้นโดนมังกรยักษ์ที่ชื่อ Tiamat รุกราน ไอ้เจ้าตำนานนี้แหละตัวดีนัก เมื่อนักวิทยาศาสตร์พากันวิเคราะห์มันอย่างละเอียดแล้วต่างก็พากันหนาวๆไปตามๆกัน เพราะมันใช่ตำนานที่ไหนกันล่ะ มันเป็นบันทึกปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ว่าด้วยการชนกันของดาวเคราะห์ต่างหาก

หลังจากสุมหัวตีความกันพักใหญ่ก็ได้ผลสรุปออกมาว่า จารึกนี้กล่าวถึงดาวเคราะห์ขนาดยักษ์ที่ชื่อ Nibiru ด้วยเคราะห์กรรมหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ดาว Nibiru ถูกพุ่งชนด้วยดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง ผลที่เกิดขึ้นคงรุนแรงมากจนทำให้ดาวเคราะห์อีกดวงนั้นป่นเป็นเศษเล็กเศษน้อย บางส่วนแพ้แรงดึงดูดของดวงอาทิตย์และกลายเป็นดาวเคราะห์น้อยโคจรรอบระบบสุริยะ ซึ่งก็ตรงกับข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ปัจจุบันเป๊ะ กลุ่มของดาวเคราะห์น้อยที่อยู่หลังดาวพลูโตออกไป ชาวสุเมเรียนทราบได้อย่างไรกันว่ามีการชนกันของดวงดาวเกิดขึ้น

ครั้งล่าสุดที่มีการบักทึกไว้อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับ Planet X คงจะเป็นปี 1982 เมื่อเจ้าหน้าที่ขององค์การนาสาประกาศว่าค้นพบ "วัตถุลึกลับซึ่งคาดว่าจะเป็นดาวเคราะห์ในแถบบริเวณของดาวเคราะห์วงนอก" หนึ่งปีต่อมาหลังจากการยิงดาวเทียม IRAS (Infrared Astronomical Satellite) ขึ้นสู่วงโคจร เจ้าดาวเทียมนี้จับภาพวัตถุคล้ายดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ได้เล่นเอาฮือฮาไปตามๆกัน

Gerry Neugebauer หัวหน้าหน่วยวิจัย IRAS ได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ว่า "เจ้าวัตถุที่ว่ามีขนาดใหญ่ยักษ์ยังกะดาวพฤหัส มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของดาวบริวารในระบบสุริยะ เราพบมันในทิศทางเดียวกับกลุ่มดาวนายพราน บอกได้อย่างเดียวว่าเราไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไรกันแน่"

แต่ชาวสุเมเรียนเค้าบอกได้ตั้งแต่หกพันที่แล้วมาแล้วล่ะว่า มันก็คือดาวเคราะห์ Nibiru ไงเล่าเกลอแก้วเอ๋ย


จากภาพก็เค้านับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์รวมไปด้วยไงถึงได้ 12 ดวง

จารึกทางดาราศาสตร์ของชาวสุเมเรียนโบราณ ได้พรรณาถึงดวงดาวในระบบสุริยะไว้อย่างละเอียด รวมไปถึงดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่ชื่อ Nibiru ด้วย ( Nibiru แปลว่า Planet of the crossing) จารึกนี้ตรงกับข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ปัจจุบันเรื่อง Planet X เด๊ะเลย โดยเฉพาะการค้นพบดาวขนาดยักษ์ในห้วงลึกของระบบสุริยะยิ่งยืนยันความสามารถของชาวสุเมเรียนโบราณ

ถ้าดาวเคราะห์ดวงนี้มีจริงแล้วทำไมป่านนี้เรายังไม่ค้นพบกัน?
Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #12 on: November 08, 2008, 06:21:46 PM »

ถ้าดาวเคราะห์ดวงที่สิบมีจริงแล้วทำไมป่านนี้เรายังไม่ค้นพบกัน?

ถ้าดาวเคราะห์ดวงที่สิบมีจริงแล้วทำไมป่านนี้เรายังไม่ค้นพบกัน? หลายท่านอาจจะถามผมแบบนี้ ทฤษฎีที่เป็นคำตอบมันมีอยู่ แถมตรงกันทั้งในจารึกสุเมเรียนและหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เสียด้วย เพราะวงโคจรไง จึงทำให้เราจับเจ้าดาวเคราะห์ดวงนี้ไม่ได้ซักที ก็มันดันโคจรเป็นวงรีนี่เองจึงทำให้ระยะระหว่าง Planet X จากดาวเคราะห์ดวงอื่นมันเลยห่างกันจนสุดกู่

คิดดูนะ เราค้นพบดาวพลูโตเมื่อปี 1930 พร้อมกับข้อสงสัยเรื่องแรงกระทำระหว่างแรงดึงดูดของดาวเคราะห์วงนอก รวมทั้งเรื่องของที่มาดาวเคราะห์น้อย ในวงโคจรถัดจากดาวอังคาร แต่ชาวสุเมเรียนเค้ารู้กันมานมนานแล้ว ส่วนที่ว่าทำไมชาวสุเมเรียนจึงบอกว่าระบบสุริยะมีดาวอยู่สิบสองดวงนั้ จะค่อยๆอธิบายให้ฟังเดี๋ยวนี้แหละ



อีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งหลายคนอาจจะอ้าปากค้างเพราะความเป็นไปไม่ได้ของมัน แต่มันก็เป็นไปแล้วและยืนยันความสารถของบรรพชนเราก็คือการชนกันของดาวเคราะห์นี่แหละ ไม่ใช่ดาวอื่นไกลเลย เป็นโลกนี่แหละที่ชนกับ Planet X (หรือ Nibiru นั่นเอง) ก่อนคุยเรื่องนี้ขอทบทวนอะไรหน่อยละกัน ทุกคนที่เคยเรียนภูมิศาสตร์กันมาน่าจะเคยเรียนทฤษฎีที่ว่า ในสมัยที่โลกยังอายุเยาว์อยู่ แผ่นดินบนโลกนี้เคยติดกันอยู่เป็นทวีปเดียว ทฤษฎีนี้เพิ่งมาศึกษากันเมื่อร้อยกว่าปีมานี้แต่ชาวสุเมเรียนรู้ล่วงหน้าพวกเราถึงหกพันปี แถมมีแผนที่จารึกอยู่บนแผ่นดินเหนียวเสียด้วย

การที่โลกแบ่งออกเป็นทวีปๆก็เพราะ Continental Drift หรือการเคลื่อนตัวของแผ่นดินนั่นเอง มันเป็นไปอย่าง ช้-า-ม-า-ก และค่อยเป็นค่อยไป จนกลายเป็นแผ่นดินที่พวกเราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน หากดูแผนที่ดีๆเราจะสามารถเอาทวีปต่างๆมาต่อกันเป็นชิ้นเดียวได้เหมือนจิ๊กซอเลย ถึงงั้นก็เถอะแผนที่ที่ต่อกันมันจะยังดูแหม่งๆคล้ายกับขาดอะไรไป นักภูมิศาสตร์ที่รู้สึกถึงเจ้าความแหม่งที่ว่าเลยพากันศึกษากันใหญ่และได้ข้อสรุปที่น่าตกใจออกมา

โลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ที่มีครึ่งดวง!!!!

....ครึ่งดวงจริงๆ เหมือนลูกบอลดินเผาที่โดนชนกระจุยหายไปส่วนหนึ่ง นักภูมิศาสตร์บางท่านบอกว่าหากสูบน้ำออกจากมหาสมุทรต่างๆได้หมด เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า โลกได้หลุดหายไปกระบิหนึ่ง และไอ้ส่วนที่เคยเป็นกระบิที่หายไปนั่นแหละคือมหาสุทรต่างๆในปัจจุบัน

แล้วเพราะอะไรล่ะโลกจึงหายไปกระบินึง? บางท่านอาจถามขึ้นมาอีก


ภาพจำลองเหตุการในตอนที่ Planet X ปะทะกับโลกครับ ขอให้ดูภาพ The Meaning Of 12th Planet ประกอบด้วย

ชาวสุเมเรียนเค้าตอบให้ได้เสร็จสรรพเลยว่าทำไมจึงเป็นแบบนี้ พวกเค้าบันทึกเอาไว้ว่าโลกโดนดาว Nibiru เฉี่ยวเอา ไม่มีบันทึกแน่ชัดว่านานเท่าไหร่แล้ว แต่ผลจากการกระทบไหล่ของดาวเคราะห์ทั้งสองนั้น ี้ทำให้โลกของเราแหว่งไปส่วนหนึ่ง เศษชิ้นส่วนของดาวเคราะห์ทั้งสองกระจัดกระจายกลายเป็นวงแหวนดาวเคราะห์น้อย โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์(ดูแผนภาพประกอบ)
Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #13 on: November 08, 2008, 06:28:05 PM »

Planet X และพระผู้สร้าง

เหตุที่ Planet X ผลุบๆโผล่ๆนั้นก็เพราะว่าวิถีโคจรของมันเหมือนดาวหาง เป็นวงรีแล้วก็กินเวลาค่อนข้างมากกว่าจะโคจรครบหนึ่งรอบ ในบันทึกของชาวเมโสโปเตเมียและคัมภีร์พันธสัญญาเก่าก็มีระบุไว้ถึงวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงนี้ วงโคจรรอบหนึ่งของ Planet X (Nibiru) กินเวลาตั้ง 3600 ปีแน่ะกว่าจะครบรอบ รอบของวงโคจรนี้ชาวสุเมเรียนเรียกมันว่า Shar

- Anunnaki พระเจ้าจาก Nibiru ผู้สร้างมนุษย์



ตามพระคัมภีร์ไบเบิล มนุษย์คนแรกของโลกคืออาดัม และมนุษย์คนที่สองถูกสร้างจากชิ้นส่วนของอาดัมอีกที เชื่อกันหรือไม่ว่าในบันทึกของชาวสุเมเรียนโบราณก็บันทึกเรื่องนี้เอาไว้เหมือนกัน และที่น่าทึ่งกว่านั้นก็คือมีการกล่าวถึง DNA และการทำโคลนนิ่งด้วย

ปัจจุบัน เรื่องของการทำโคลนนิ่งและผสมเทียมเป็นเรื่องที่มนุษย์ทำได้และกำลังพัฒนาอยู่ แต่เชื่อกันหรือไม่ว่าชาวสุเมเรียนโบราณมีความรู้ในเรื่องนี้ล่วงหน้าพวกเราถึงหกพันกว่าปี จะยกตัวอย่างง่ายๆของขั้นตอนการผสมเทียมนะ คงพอจะทราบกันเลาๆว่ากรรมวิธีคือเอาสเปิร์มของเพศชายเข้าไปผสมกับไข่ จากนั้นก็เพาะเลี้ยงไว้ในหลอดแก้ว ปัญหาก็คือหากลักษณะของทารกที่ผสมออกมามีปัญหา นักวิทยาศาสตร์ก็จะทำการแก้ไขปัญหานั้นโดยอาจ Replanning ไข่ที่ผสมแล้วเสียใหม่ หรือไม่ก็ปรับปรุงโครงสร้างบางอย่าง(ซึ่งอาจจะรวมถึง DNA ด้วย) ในจากรึกแห่งชาวสุเมเรียนมีภาพอยู่ภาพหนึ่งซึ่งดูเผินๆเหมือนภาพการประกอบพิธีทางศาสนา แต่นักวิชาการหลายท่านบอกว่า นี่แหละคือภาพของการผสมเทียมและการโคลนนิ่ง

มันจะเป็นปายด้ายยางง๊าย? โม้หรือเปล่า

หลายท่านอาจจะว่าอย่างนี้ งั้นลองมองดูรูปด้านล่างนะ มีสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวสุเมเรียนของเทพ Enki มีลักษณะคล้ายงูสองตัวพันกระหวัดกันอยู่ และบางภาพที่เป็นรูปอะไรซักอย่างคล้ายริบบิ้นพันอยู่รอบงูสองตัว เป็นไง นึกอะไรออกบ้างหรือยัง?

ใช่แล้ว ภาพโบราณเมื่อหลายพันปีก่อนภาพนี้ ปัจจุบันเราใช้เป็นสัญญลักษณ์ทางการแพทย์ สัญญลักษณ์นี้แสดงถึงความรู้อันเป็นความลับการสร้างมนุษย์โดย Anununaki พระเจ้าจาก Nibiru อันไกลโพ้นเจ้ารูปงูเกี่ยวกระหวัดกันเนี่ยดูยังไงมันก็ภาพจำลองของครงสร้างไมโตคอนเดรียและ DNA ชัดๆ หรือใครมีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่น?



ภาพนี้ได้มาจากพิพิธภัณฑ์ British Museum ในอังกฤษ เป็นส่วนหนึ่งของจารึกที่เกี่ยวกับ Anunnaki และสถานที่ที่พวกเขามา แล้วคุณล่ะ ตอนนี้พอจะเชื่อหรือเปล่าว่าดาวเคราะห์ Nibiru ของชาวสุเมเรียนโบราณมีจริง? ถ้ามีเวลาจะแกะหนังสือของนักเขียนคนนี้มาให้ดูกันเล่นๆอีก รายละเอียดค่อนข้างเยอะมากแต่หลักฐานก็หนักแน่นน่าเชื่อถือดี หาซื้อตามร้านขายหนังสือต่างประเทศตามห้างใหญ่ๆน่าจะพอมี


แถมท้าย วงโคจรของ Planet X ที่แหกคอกจากดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ
Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
ปลองทา30
sUwAnNa~MaTcHa
สต๊าฟเชียร์
ศาสตราจารย์
*****

Popular Vote: 6969
Offline Offline

Gender: Female
Posts: 4,616


本当に金魚?


WWW
« Reply #14 on: November 08, 2008, 06:36:36 PM »

เครดิต http://www.mythland.org/html/modules.php?name=Content&pa=showpage&pid=36
== By Sonic ==

The Search of Planet X , again...



กลับมาอีกครั้ง สำหรับซีรี่ส์ The Planet X ดาวเคราะห์ดวงที่สิบของชาวสุเมเรียน ท่านที่ติดตามมากจากภาคแรก คงพอจะทราบเนื้อหาอย่างคร่าวๆแล้วนะว่า เป็นการค้นคว้าของนักโบราณคดีและนักภาษาศาสตร์ท่านหนึ่ง ชื่อ Zecharia Sitchin ซึ่งได้ศึกษาเรื่องราวแต่ครั้งโบราณของมนุษย์ นับไปตั้งแต่ไบเบิล จารึกต่างๆ ปาริรัส และโดยเฉพาะอารยธรรมจากดินแดนเมโสโปเตเมีย ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมแรกของโลก Sitchin ได้ให้ทรรศนะว่ามีอะไรแปลกๆอยู่ในบันทึกโบราณพวกนี้ โดยเฉพาะความก้าวหน้าอย่างเหลือเชื่อ ในอารยธรรมของชาวสุเมเรียน Sitchin ได้ตระเวณศึกษาค้นคว้าอย่างหนักจนในที่สุดเขาก็ได้ข้อสรุปที่น่าพิศวงออกมาว่า เมื่อครั้งอดีตกาล มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากนอกโลก ได้เคยลงมาตั้งหลักแหล่งในพื้นพิภพของเรา ได้ทำการเปลี่ยนแปลงโลกเราจนกลายเป็นอาณานิคม สิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวกับ "พระเจ้า" ที่พูดกันในคัมภีร์พันธสัญญาเก่า พวกเขาทำเรื่องเซอร์ไพรส์มนุษย์ยุคหลังอย่างเราไว้มากมาย โดยเฉพาะ เรื่องราวที่พวกเขากระทำและมีบันทึกไว้ในบทเยเนซิสของไบเบิล ว่าด้วยการสร้างมนุษย์โดยการดัดแปลง DNA ในไบเบิลไม่ได้ระบุเอาไว้ว่าสรวงสวรรค์ของเอโลฮิม หรือพระเจ้าเหล่านี้ อยู่ที่ไหนกันแน่ แต่ในจารึกของชาวสุเมเรียน ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นตอเดียวกัน ระบุเอาไว้อย่างชัดแจ้งแดงแจ๋เลยว่าพระเจ้า หรือ Anunnaki ของพวกเขานั้น มาจากดาวเคราะห์ที่ชื่อว่า Nibiru

Sitchin ได้ศึกษาจารึกดินเหนียวโบราณนับพันๆแผ่น ทั้งขุดค้น ตระเวณไปตามพิพิธภัณฑ์ เพื่อค้นหารอยต่อของสิ่งที่เขาสงสัย สิ่งที่ทำให้ Sitchin รู้สึกพิศวงที่สุดก็คือ ความก้าวหน้าทางดาราศาสตร์ ที่ซุกซ่อนอยู่ในอารยธรรมของชาวสุเมเรียน จากรึกอักษรคิวนิฟอร์มชิ้นหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของประเทศเยอรมณี มีรายละเอียดทางดาราศาสตร์ที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเห็นแล้วต้องกุมขมับ เพราะมันกล่าวถึงตำแหน่งของโลกเอาไว้ว่า โลกของเราเป็นดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ด หากนับจากดาวพลูโตเข้ามา (ชาวสุเมเรียนรู้จักดาวดวงนี้ก่อนเปอร์วิวาล โลเวล ตั้งสี่พันปีแน่ะ น่าทึ่งไหม โปรดอ่าน The search of Planet X ภาคแรกประกอบ) ทำไม? ทำไมชาวสุเมเรียนโบราณจึงมีความรู้ทางดาราศาสตร์ก้าวไกลขนาดนั้น Sitchin ให้ข้อสรุปจากการศึกษานับสิบปีของเขาว่า นั่นก็เป็นเพราะบรรพบุรุษของชาวสุเมเรียน ไม่ได้มีรกรากเดิมอยู่บนโลกนี้น่ะสิ พวกเขามาจากที่อื่น มาจากดวงดาวอันไกลโพ้นซึ่งมีชื่อว่า Nibiru อะไรที่ทำให้ Sitchin ปักใจขนาดนั้น?

หลักฐานไง Sitchin ได้ศึกษาทั้งดาราศาสตร์และเจาะลึกลงไปในเรื่องราวที่บรรพชนได้ทิ้งเอาไว้ให้พวกเราซึ่งเป็นอนุชนรุ่นหลัง หลักฐานที่อยู่ยงคงกระพันที่สุด และสืบทอดเจตจำนงค์ของผู้ที่ต้องการถ่ายทอดมากที่สุด เห็นจะเป็นบันทึกทางศาสนา ก็เพราะว่าความเชื่อศัทรธานั้น เป้นสิ่งที่ทำให้ เรื่องราวที่ถ่ายทอดกันมา ไม่มีขาดตกบกพร่อง ตัวอย่างที่ดีก็ได้แก่ไบเบิลและคัมภีร์พระเวทย์ของอินเดีย ที่มีการถ่ายทอดกันมาปากต่อปากคำต่อคำโดยไม่ตกหล่นเลยมานับพันๆปี จนกระทั่งมีการคิดค้นตัวหนังสือขึ้นมาได้ การบันทึกจึงได้เริ่มขึ้น อันนี้คงต้องขอบคุณความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับมนุษย์ล่ะ เพราะไม่งั้น เราจะไม่มีทางได้รู้เรื่องราวอันน่าทึ่ง ซึ่งเป็นกุญแจเพียงดอกเดียวที่จะไขไปสู่ เรื่องราวอันเป็นจุดกำเนิดของมนุษยชาติได้ อย่าลืมนะ ว่าแม้ผู้เข้มแข็งจะเขียนหรือบิดเบือนประวัติศาสตร์ได้ แต่ผู้เข้มแข็งทั้งหลายไม่เคยหรอก ที่จะบิดเบือนศัทรธาและจารึกศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา

ขอฝอยเรื่องของ Sitchin สักหน่อยนะ จุดกำเนิดของการศึกษาของเขามีอยู่ว่า Sitchin รู้สึกตะหงิดๆใจเกี่ยวกับเรื่องราวของพระเจ้าและทูตสวรรค์ ที่กล่าวถึงในคัมภีร์พันธสัญญาเก่า ซึ่งในนั้นใช้คำว่า "Nefilim" อันแปลว่า "those who came down" หรือ "Came down from where" นอกจากนั้นคำอื่นๆเช่นเอโลฮิมซึ่งหมายถึงพระเจ้า ในบางครั้งไบเบิลก็กล่าวถึงในรูปของพหูพจน์ ซึ่งค้านกันมากๆกับหลักความเชื่อของยิวและคริสต์ในแง่ที่ว่า พระเจ้ามีเพียงหนึ่งเดียว จุดนี้เองที่ทำให้การเริ่มต้นสืบสาวราวเรื่องของ Sitchin เกิดขึ้น เขาเสียเวลาไปหลายปีกับโบราณสถานและแหล่งอารยธรรมต่างๆทั่วโลก เขียนลำดับการวิจัยออกมาหนาปึก ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่จะเอามาเล่าตรงนี้ทั้งหมด ก็จะขอตัดตอนเอาเฉพาะส่วนที่น่าสนใจออกมา
Logged

เพื่อนๆตามไปดูด้วยนะจ๊ะ http://HusoNu01.hi5.com
Pages: [1] 2 3 4   Go Up
Print
HuSoNU  |  ห้องใหญ่ศิษย์เก่า HuSoNu.com  |  ห้องสมุด HuSoNu (Moderator: ปลองทา30)  |  Topic: UFO ทฤษฎี แลปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง (กระทู้คุณขอมา เลยจัดให้)
Jump to:  





Designed by Holy IT | Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC