แห่งที่สี่ ตามกำหนดการจะต้องไปวัดที่เดิมเคยประดิษฐานพระแก้ว
มรกต
พอไทยมาเอาไป เค้าก็ยังรักษาฐานพระแก้วเอาไว้ให้เป็นอนุสรณ์ (

)
แต่ที่ผมไปนั้น วัดปิดแล้ว ห้าโมงเย็นมั๊ง เลยต้องเปลี่ยนแผน
ขอร้องให้โชเฟอร์พาไปที่ไหนก็ได้ ที่เป็นวัดเก่าแก่เหมือนๆ กัน
เค้าเลยพามาที่นี่ครับ ไม่ได้ถามชื่อเค้าด้วย (หรือเค้าบอก แต่จำไม่ได้หว่า)
ใครทราบชื่อ บอกที

ณ บริเวณลานวัดข้างโบสถครับ

ผมเดินถ่ายไปเรื่อย เพราะบรรยากาศมีมนต์ขลังมาก ร่มรื่น และสงบ
สังเกตุน้องๆ ซ้ายมือนะครับ เดี๋ยวสักพัก จะซูมมาให้ดูเต็มตา

เหล่าเทวดารักษาวัดครับ

ชมกันเต็มตา

ภายในพระอุโบสถครับ คนเยอะมาก ไม่รู้มาจากไหน ไม่หยุดหย่อน
เข้าๆ ออกๆ ส่วนพระพุทธรูปที่เห็น คุ้นๆ ไม๊ครับ แต่เป็นคนละองค์
กับที่กรุงเทพนะครับ ที่กรุงเทพนั้น ของจริง
ภายในยังจะมีหินอธิษฐานด้วยแหละ คืออธิษฐานว่า หากทำนั่น ทำนี่
จะได้ดั่งประสงค์มั๊ย หากได้ก็ขอให้ยกหินขึ้น หากไม่ได้ ก็ขอให้ยกไม่ขึ้น
ผมชอบมากครับ....แหมก็ไอ้การจะทำอะไร มันก็ต้องใช้ความอดทน
ทุ่มเทแรงกาย แรงใจทั้งนั้นแหละครับ ปริศนาธรรมแบบนี้ เนียนดี


ชมกันชัดๆ

นี่งัยครับ ที่บอกว่า จะซูมมาให้ดูกันจะจะ น่ารักมั๊ย ...อิอิ....

ขาวสวย หมวยด้วยแหละ น้องๆ นักเรียน เค้าว่ากันว่า ให้ดูที่ "ซิ่น" ครับ
หาก "ซิ่น" หรือผ้าถุง แบบนี้ ก็จะอยู่ชั้น ประถมหรือมัธยม หากเป็น
ระดับมหาวิทยาลัย ก็จะเป็น "ซิ่นไหม" ครับ แหม...เวลาเล่นพละคงลำบากแย่เลย

